แฟ้มประวัติ*.*My Life สิงห์มือซ้ายรูปถ่ายบล็อกรายการ เครื่องมือ วิธีใช้

บล็อก


อย่าเป็นเหมือนนกที่ไม่มีขน!!

  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกแสนสวยตัวหนึ่ง
 มีขนสวยงามมาก มีคนอยากได้ไว้ครอบครองเป็นจำนวนมาก
 แต่ไม่เคยมีชาวบ้านคนไหนจับนกตัวนั้นได้เลย
 อยู่มาวันหนึ่งมี อาบัง ขายถั่วมานั่งใต้ต้นไม้ที่มีนกแสนสวยอยู่

 พอนกแสนสวยเห็นถั่วของอาบังก็เกิดอยากกินขึ้นมา จึงร้องบอกอาบังว่า
 " อาบัง อาบัง ขอถั่วให้ชั้นกินหน่อยสิ "
 อาบังได้ยินดังนั้น ก็ตอบกลับไปว่า
 " ได้เลย ได้เลย แต่ขอขนให้ชั้นเส้นนึงนะ "

 พอนกได้ยินดังนั้น ก็ก้มลงมองที่ขนของตนเอง
 แล้วคิดว่า ขนของตนเองนี่มีเยอะมาก เสียไปสักเส้นคงไม่เป็นไรหรอก
 นกแสนสวยก็เลยให้ขนอาบังไปหนึ่งเส้น แล้วก็ลงไปกินถั่วของอาบัง
 วันต่อมานกแสนสวยก็บอกกับอาบังอีกว่าขอถั่วให้ชั้นกินหน่อยสิ
 อาบังก็ตอบเหมือนเดิมว่าขอขนให้ชั้นเส้นหนึ่งก่อน
 นกแสนสวยก็คิดเหมือนเดิมว่าขนมันยังมีอยู่เยอะก็เลยให้ขนอาบังไปอีก
 เป็นอย่างนี้ต่อไปอีกหลายวัน

 จนวันหนึ่ง นกแสนสวยก็ขอถั่วอาบังกินอีก
 อาบังก็ตอบเหมือนเดิมว่า ขอขนให้ชั้นเส้นหนึ่งก่อน
 นกก็ไม่รีรอรีบให้ขนอาบังไปทันที แล้วลงมากินถั่วของอาบัง
 อาบังก็เลยจับนกตัวนั้นไว้ได้
 เพราะว่าขนของมันเหลือน้อยแล้วไม่สามารถที่จะบินหนีอาบังได้

 เรื่องนี้ถ้าอ่านผ่านไปอาจจะไม่ได้อะไรเลย
 แต่ถ้าเราลองคิดให้ดี เปลี่ยนจากนกแสนสวยเป็นตัวเรา
 ขนของนกแต่ละเส้นคือเวลาของเราที่เสียไป


 และอาบังเป็นนายจ้างของเราส่วนถั่วที่อาบังให้ก็เหมือนกับเงินเดือนที่นายจ้างให้เรา

 หมายความว่า ทุกวันนี้
 ถ้าเรายังประมาทในการใช้ชีวิตยังพอใจแค่เงินเดือนที่นายจ้างให้เราทุกเดือน
 เวลาของเราก็จะค่อยๆหมดไปเรื่อยๆ เวลาของเราไม่ได้มีมากมายหรอก
 ถ้าอายุซัก 100 ปี ก้อมีเวลา 36500 วัน 

  แป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็หมดไปแล้ว

 ซึ่งเงินเดือนที่นายจ้างให้เราเนี่ยก็ให้แค่พอเราอยู่ได้ทุกเดือนเท่านั้นแหละ
 บางคนอาจจะคิดว่าการทำงานประจำเป็นอาชีพที่มั่นคง
 แต่เราถูกจำกัด

 เพราะการเป็นลูกจ้างเค้าเนี่ยเราไม่สามารถที่จะกำหนดวิถีชีวิตของตัวเองได้
 เราถูกนายจ้างเรากำหนดให้ต่างหากว่าจะหยุดวันไหนวันนี้จะทำอะไร
 หลายคนยึดติดกับความคุ้นเคยกับความสบายเพียงแค่วันนี้

 แต่ลองมองให้ไกลๆ   มองถึงอนาคตของเราว่า
 เราจะหยุดทำงานเมื่อไหร่เราจะใช้ชีวิตในวัยเกษียณอย่างไร

 อย่าเป็นเหมือนนกแสนสวยที่รู้ตัวก็ตอนที่ตัวเองไม่มีขนอยู่ที่ตัวแล้ว

 ดังที่ Jim Rohn นักปรัชญาของโลกกล่าวไว้
 ความคิดสามารถเปลี่ยนวิธีชีวิตคุณได้...

แค่ความผูกพันธ์

      วันนี้ เราอาจรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่ง จนคิดว่าเราขาดไม่ได้... แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่าง 
     เปลี่ยนแปลง  ไปสักวันเราจะรู้ว่า สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตเรา
    ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

    วันหนึ่ง หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่ที่เราคิดว่าเราพึงใจ..ปรารถนา..ต้อง
  การ..ขาดไม่ได้
    เราก็จะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก

เวลา.. จะสอนเราเองว่า ความผูกพันกับสิ่งใดๆในช่วงเวลาหนึ่ง จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้นๆ อย่าได้ไปยึดติด อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตลุ่มหลง คิดเสียว่าเราโชคดีที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก

ความผูกพันก็เหมือนกับความรัก หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก หากเรารักใครคนใดคนหนึ่งมาก เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก แต่ความผูกพันที่ว่า ไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเองไว้กับสิ่งนั้นๆ เพราะคนเราทุกคนย่อมผูกพันกับหลายๆสิ่ง

เปรียบเสมือน เรามีแก้วนำอยู่หนึ่งใบ
ในยามเช้า...เราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่มนม
พออากาศร้อนหน่อย...เราอาจต้องการน้ำเย็นๆ
บางครั้งที่เราไม่สบาย...เราอาจต้องการน้ำอุ่น

ใจเราก็เหมือนกับแก้วน้ำ...
ต้องเติมสิ่งต่างๆ ในเวลาที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสม

หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้วน้ำ
แล้วเติมน้ำร้อนลงไปในทันที ในแก้วใบเดียวกัน
แก้วใบนั้น..ก็จะร้าว..เริ่มแตก ซึ่งก็เหมือนกับใจเรา...

ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่งนั้น..ไม่ผิด ถ้าเราค่อยๆปรับใจ..ปรับตัวของเราเอง..ให้กลับคืนในเวลาที่ควร เพราะอย่างน้อยที่สุด..เราก็มีโอกาสได้ผูกพัน ซึ่งก็เหมือนเรามีโอกาสได้รักนั่นเอง

ถ้าคุณมีความสุขที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น... คือ ความรัก
ถ้าคุณเศร้า..เหงา..คิดถึงเค้า..อยากเจอ..อยากพูดคุย... คือ ความรัก

ถ้าคุณร้อนรนที่เค้าอยู่กับใครๆที่ไม่ใช่คุณ... คือ ความใคร่
อยากเก็บไว้เป็นเจ้าของคนเดียว

ถ้าคุณเมามาย..เค้าลูบหลังไหล่..ดูแล... คือ ความรักที่บริสุทธิ์ใจ
ถ้าคุณเมามาย..เค้ากอดและสัมผัสร่างกาย... คือ ความใคร่จากเค้าของคุณ

ถ้าคุณเข้าหา.. แต่เค้าหนี... ... คือ ความใคร่ ที่หมดเยื่อใยแล้ว
ถ้าคุณหนี.. แต่เขาวิ่งตามมา... ... คือ ความรัก ที่ยังไม่มีจุดจบ

ถ้าคุณร้องไห้ให้กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ... คุณคือ คนโง่ และบ้า
อย่างน่าอาย

แต่ถ้าคุณพอใจ..จงรัก..และมอบความรักให้กับเค้า... แม้มันจะไม่กลับมาหาคุณก็ตาม


จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้.. ดีกว่าที่จะมานั่งเสียใจในวันหน้า
จงภูมิใจที่มีความใคร่.. เสน่หา
เพราะมันจะไม่ย้อนกลับมาหาอีกต่อไป...

แอ็กชั่นกับรีแอ็กชั่น

พรศักดิ์กับสมทรงแต่งงานได้ไม่ถึงสามปีก็มีปากเสียงกันเป็นอาจิณ ไม่ว่าใครจะพูดอะไร เสนออะไร เป็นต้องถูกแย้งถูกค้านจนกลายเป็นการทะเลาะกันในที่สุด

          คืนนี้เช่นกัน ทั้งสองมีปากเสียงกันตั้งแต่หัวค่ำ ไม่มีใครยอมลงให้กัน ต่างเข้านอนด้วยความมึนตึง แต่ก่อนปิดไฟเข้านอน พรศักดิ์ก็นึกขึ้นได้ว่ามีนัดแต่เช้า อยากจะขอให้สมทรงช่วยปลุก แต่ด้วยมานะทิฐิ ไม่ยอมเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน จึงหาทางออกด้วยการเขียนบันทึกใส่กระดาษส่งให้สมทรง มีข้อความว่า

          "พรุ่งนี้หกโมงเช้าอย่าลืมปลุกด้วย"

          เช้าวันรุ่งขึ้นพรศักดิ์ก็สะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงเคารพธงชาติดังจากโรงเรียนข้างบ้าน ระหว่างที่ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้า ก็เกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน เพราะโมโหสมทรงที่ไม่ยอมปลุก ตั้งใจว่าพบหน้าเมื่อไรจะต้องระเบิดใส่ให้สาแก่ใจ

          แต่แล้วขณะที่เขาเอื้อมมือไปหยิบแว่นตาที่หัวเตียง ก็พบกระดาษแผ่นหนึ่งตกลงมา มีข้อความว่า "ตื่น ๆ ๆ หกโมงแล้ว"

 

          เราทำกับคนอื่นอย่างไร ก็ควรเตรียมใจที่จะเจออย่างนั้น จากคนอื่นด้วยเช่นกัน ไม่ควรหวังให้คนอื่นทำกับเรามากไปกว่านั้น ถ้าเราอยากให้เขาพูดกับเรา เราต้องเริ่มต้นเป็นฝ่ายพูดก่อน หากเราปรารถนาน้ำใจไมตรีจากเขา คนที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็คือเรา

          ทำอะไรไป ก็ได้อย่างนั้นกลับคืน นี้เป็นธรรมดา คนโบราณจึงว่าหว่านพืชเช่นไร ก็ได้ผลเช่นนั้น กฎแห่งกรรมก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ก็ต้องลงทุนแรง ถ้านิ่งเฉยหรืองอมืองอเท้า เพียงแต่เซ่นสรวงหรืออ้อนวอนขอให้เทวดาหรือพระเจ้าช่วยตนอย่างโน้นอย่างนี้ อย่าคิดเลยว่าจะได้รับความช่วยเหลือ อยากได้ ๑๐๐ แต่ลงทุนแค่หนึ่ง จะไม่เป็นการค้ากำไรเกินควรหรือ ในทำนองเดียวกัน ถ้าอยากให้ลูกเป็นคนดี มีน้ำใจ เราก็อย่าเลี้ยงลูกแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ หรือปรนเปรอด้วยวัตถุและเงินทอง โดยไม่เคยมีเวลาให้ความรักหรือแบบอย่างที่ดีแก่ลูก อยากให้ลูกมีคุณภาพคับแก้ว เราก็ต้องเป็นฝ่ายเทคุณภาพลงไปให้เต็มแก้วก่อน

          เดี๋ยวนี้มักมีเสียงบ่นว่าเด็กรุ่นใหม่หลงใหลวัตถุ เอาแต่แต่งตัวแข่งขันเลียนแบบญี่ปุ่นกับฝรั่ง วัน ๆ เฝ้ามองหาว่าจะมีเวทีคอนเสิร์ตที่ไหนให้ไปช่วยกันกรีดร้องบ้าง ฯลฯ แต่ก่อนที่เราจะต่อว่า หรือทำอะไรมากไปกว่านั้น ลองถามตัวเองก่อนดีไหมว่า ที่เขามีอาการเช่นนั้นเป็นเพราะเราช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมให้เขาเป็นเช่นนั้นหรือไม่ สังคมที่มุ่งวัตถุและเดินตามต่างชาติ คือมรดกที่เราซึ่งเป็นคนรุ่นพ่อแม่ของเขากำลังสร้างให้เขามิใช่หรือ ถ้าเช่นนั้นเราจะหวังให้เขาเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร

          ครูที่อยากให้ศิษย์เก่ง ก็ต้องพร้อมจะให้เวลาศิษย์ หาไม่ก็จะลงเอยอย่างเรื่องต่อไปนี้

          ทุกเช้าวันจันทร์ อาจารย์บุญชู มีกำหนดต้องไปบรรยายให้นักศึกษาฟัง ตลอดทั้งเทอม แต่บังเอิญเป็นช่วงที่เขาต้องประชุมบริษัท ซึ่งเป็นงานไซด์ไลน์ของเขา เขาหาทางออกด้วยการพูดใส่เทป แล้วให้ผู้ช่วยนำไปเปิดในห้องเรียน เป็นเช่นนี้หลายครั้ง

          มีคราวหนึ่ง การประชุมเลิกก่อนกำหนด อาจารย์บุญชูจึงเข้าไปที่ห้องเรียน พอเดินเข้าห้องก็พบว่าภายในห้องไม่มีนักศึกษาแม้สักคนเดียว แต่หน้ากระดาน เทปยังดังไม่หยุด ส่วนหน้าเครื่องเทปนั้น มีเครื่องบันทึกเสียงนับสิบเครื่องกำลังทำงานอยู่เช่นกัน

          แอ็กชั่นเท่ากับรีแอ็กชั่น นี้เป็นกฎสากลครับ

คืนดี

หลังจากไม่ยอมมองหน้ากันอยู่หลายวัน ภรรยาก็อยากคืนดีกับสามี จึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า "คุณขา…เรามาคืนดีกันดีกว่า อย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลย เอาอย่างนี้ดีไหม เรามาตกลงกัน คุณอย่าตบตีฉัน ส่วนฉันก็จะเลิกด่าว่าคุณ"

          "ตกลง เราคืนดีกัน แต่เธอต้องทำอย่างที่พูดนะ ขืนด่าว่าฉันอีก ฉันจะอัดเธอติดข้างฝา" สามีพูด

          "เชอะ! เจ้าคนปากเสีย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังจะมาคิดตบตีฉันอีก" ภรรยาโต้ตอบทันควัน

 

          การคืนดีไม่ใช่เป็นเรื่องการทำสัญญาหรือข้อตกลง สัมพันธภาพจะงดงามหรือสานต่อยั่งยืนได้ มิได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมภายนอกอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยปัจจัยที่ลึกไปกว่านั้น นั่นคือจิตใจ ก่อนที่จะคิดปรับพฤติกรรมของตนหรือเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยนนิสัย เราต้องปรับจิตหรือเตรียมใจของตนเป็นเบื้องแรก เช่น อดทนอดกลั้นให้มากขึ้น ทำใจให้หนักแน่น ไม่หุนหันพลันแล่นไปตามนิสัยเดิม หมั่นมองอีกฝ่ายในแง่ดี และพร้อมจะให้อภัยหากเขายังไม่เปลี่ยนอย่างที่พูด หรือไม่เป็นไปอย่างที่หวัง

          แทนที่จะคาดหวังให้เขาทำดีกับเราก่อน เราเองควรเป็นฝ่ายเริ่มต้น แทนที่จะให้เขาระวังมือระวังเท้าของตน เราเองควรเป็นฝ่ายระวังจิตของตัว คอยดูใจ ไม่เผลอตอบโต้ทันทีที่ผิดหูผิดใจ หรือปล่อยตัวไปตาม วัฏจักรเดิม สติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการคืนดี สำคัญกว่าการทำข้อตกลงมากมายนัก

          ปราศจากสติเสียแล้ว สัญญาก็ถูกฉีกก่อนที่น้ำหมึกหรือน้ำคำจะเหือดแห้งเสียอีก เมื่อมีสติแล้ว ปัญญาก็ตามมา ปัญหาต่าง ๆ หากเกิดขึ้น ก็สามารถแก้ไขได้อย่างถูกต้องตรงจุดด้วยวิธีการที่สันติ

          ชีวิตในครอบครัวนั้นมักจะมีเรื่องให้ผิดหวังหรือขัดใจเสมอ แต่ถ้ามีสติและปัญญา รู้จักอดกลั้นทำใจให้เยือกเย็นสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา ถึงคราวพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง ก็สามารถแสดงออกหรือบอกกล่าวด้วยความนุ่มนวล ไม่ต้องถึงกับต่อว่า เรียกว่ามีอุบายในการแก้ปัญหา ลองดูตัวอย่างเรื่องข้างล่าง

          วิทูรย์เอาแต่ทำงาน ไม่ค่อยใส่ใจภรรยา ไปไหนมาไหนก็ไม่ซื้ออะไรมาฝากสมศรีภรรยา

          ค่ำวันหนึ่ง…วิทูรย์กลับจากที่ทำงานด้วยความเหนื่อยอ่อน พอเข้าประตูบ้านเห็นขนมเค้กก้อนใหญ่อยู่บนโต๊ะ ซ้ำเทียนเล่มเล็ก ๆ สิบเล่มปักอยู่

          "วันนี้เป็นวันเกิดของใครหรือ ทำไมมีขนมเค้กก้อนโต"

          "สำหรับเสื้อผ้าที่ฉันใส่อยู่ตัวนี้ค่ะ ฉันใส่มาสิบปีแล้วจึงจัดงานครบรอบสิบปีให้มันค่ะที่รัก"

ฟ้องตัวเอง

ไวพจน์เดินเข้าไปในร้านกาแฟ เห็นคนมุงรอบโต๊ะตัวหนึ่ง พอแหวกเข้าไปก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังเล่นหมากรุกอยู่แต่ที่นึกไม่ถึงก็คือ อีกด้านหนึ่งของตารางหมากรุก เป็นหมาขนเกรียนใช้ตีนเขี่ยเบี้ยอยู่

          "โอ้โฮ หมาตัวนี้เก่งจังเลย เล่นหมากรุกก็เป็น" ไวพจน์

          "เก่งอะไรกัน เล่นมาห้าตา มันแพ้ผมสามตาแล้ว ชมให้ถูกคนหน่อย" นักเล่นหมากรุกตอบ

          ชายหนุ่มแสดงอาการดูถูกหมาที่เล่นแพ้ตนตั้งสามตา เลยรู้สึกว่าตนเองเก่ง แต่กลับไม่เฉลียวใจว่า ถ้าเขาเก่งจริง ทำไมจึงแพ้หมาไปถึงสองตา ขณะที่แสดงอาการอวดตัวว่าเก่งนั้น เขาได้ฟ้องว่าตัวเองว่าโง่เขลา

          ตัวตนหรืออัตตานั้น มักหาโอกาสยกหูชูหางตัวเองเสมอ คนที่ไม่เท่าทันตัวเองจึงมักหาช่องคุยโม้โอ้อวด หรือพูดข่มผู้อื่น แต่ความอยากคุยโม้พูดข่มนั้น บ่อยครั้งก็แรงกล้ามากจนทำให้ลืมตัว จึงเผลอประจานตัวเองโดยสำคัญผิด คิดว่าเป็นการแสดงความเก่งกล้าสามารถ

          เวลาเราคิดจะยกหูชูหางตัวเองหรือพูดตำหนิใคร ก่อนจะพูด ลองตรวจตราตัวเองให้แน่ชัดถี่ถ้วน หาไม่จะหน้าแตกง่าย ๆ

          นอกจากการตำหนิคนอื่นว่า 'โง่' แล้ว การกล่าวหาคนอื่นว่า 'บ้า' ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังเหมือนกัน ถ้าไม่เชื่อก็ดูตัวอย่างข้างล่าง

          ภารณ หนุ่มใหญ่ ปรึกษาจิตแพทย์ว่า

          "ภรรยาผมเป็นบ้าไปแล้ว เธอคิดว่าตัวเองเป็นรถตุ๊กตุ๊กตลอดเวลา"

          "พรุ่งนี้เช้า ขอให้คุณช่วยพาภรรยามาหาผมหน่อย" จิตแพทย์แนะนำ

          "จะพามาหาหมอได้ยังไง คลินิกหมออยู่ถึงชั้นที่สิบ"

          "ไม่เห็นยากอะไรเลย คุณกับภรรยาก็ขึ้นลิฟต์มา"

          "เอารถตุ๊กตุ๊กขึ้นลิฟต์มันง่ายเสียเมื่อไหร่ครับคุณหมอ" ภารณตอบ

          ใครกันแน่ที่บ้า ใครกันแน่ที่เพี้ยน คุณบอกได้ไหมครับ

ศัตรูคู่ปรารถนา

ตอนนี้ก็ได้เวลาพักผ่อนแล้ว เอนกายให้สบายนะครับ ดื่มน้ำเย็น ๆ สักแก้วให้ชุ่มใจ แล้วมาฟังเรื่องน่าสนใจสองเรื่อง แต่บอกก่อนนะครับว่าเรื่องแรกไม่ใช่เรื่องขำขันอย่างคุ้นเคยกัน

          ขอเริ่มเลยนะครับ

          ชาวอังกฤษคนหนึ่งรอดตายจากเรือแตก เขาไปติดค้างบนเกาะร้างแห่งหนึ่งอยู่หลายปีโดยไม่เห็นหน้าผู้คนเลย แต่ในที่สุดก็มีเรือลำหนึ่งพลัดหลงมาที่เกาะนี้ พวกลูกเรือประหลาดใจที่พบว่ามีเพียงคนเดียวอยู่บนเกาะ ด้วยความสงสัย จึงถามชายผู้นั้นว่า เหตุใดเขาจึงต้องสร้างโบสถ์ขึ้นมาสองหลัง

          "คืออย่างนี้ครับ" ชายบนเกาะร้างอธิบาย "หลังหนึ่งเป็นโบสถ์ที่ผมนับถือ ส่วนอีกหลังเป็นโบสถ์ที่ผมไม่นับถือไงครับ"

          อย่าเพิ่งงงนะครับ ขอต่อเรื่องที่สองเลย

          เช้าวันจันทร์ แม่ขึ้นไปปลุกลูกถึงที่นอน

          "ตื่น ๆ ได้เวลาไปโรงเรียนแล้ว"

          "ผมไม่อยากไปโรงเรียนเลย" ลูกพูดอย่างงัวเงีย

          "บอกแม่สักสองข้อว่า ลูกมีเหตุผลอะไรถึงไม่อยากไปโรงเรียน"

          "หนึ่ง นักเรียนทุกคนเกลียดผม สอง ครูทุกคนเกลียดผม"

          "นั้นไม่ใช่เหตุผลเลย ถึงอย่างไรก็ต้องไปโรงเรียน" แม่ยืนกราน

          "แม่ช่วยบอกผมสักสองข้อว่า มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องไปโรงเรียน" ลูกย้อนถาม

          "หนึ่ง ลูกอายุ ๕๒ ปี แล้วสอง ลูกเป็นครูใหญ่โรงเรียนนี้"

          น่าเอ็นดูนะครับครูใหญ่คนนี้ ส่วนท่านที่เป็นครูใหญ่ ก็อย่าเพิ่งโกรธนะครับ นี่เป็นเรื่องขำขัน

          แต่ถึงจะเป็นเรื่องขำขันก็มีสาระและอิงความจริงอยู่ไม่น้อย ถ้าเราเกิดเป็นครูใหญ่คนนั้น เราเองก็คงไม่อยากไปโรงเรียนเหมือนกัน สนุกเสียเมื่อไรเวลาถูกแวดล้อมด้วย คนที่เกลียดเราถึงแม้ว่าเราจะมีอำนาจเหนือเขา ถึงจะเป็นครูใหญ่หรือผู้จัดการก็ไม่ได้ช่วยเท่าไร

          ไม่ว่า 'ลูก' จะเป็นเด็กชั้นประถม หรือครูใหญ่ ก็ต้องการความรัก ความรักซึ่งรออยู่ที่โรงเรียน ชักนำให้ทั้งนักเรียนและครูใหญ่อยากไปโรงเรียนพอ ๆ กัน นี่เป็นความจริงสากลที่ใช้ได้กับทุกที่ สำนักงาน บ้าน แม้แต่วัด จะมีชีวิตชีวาก็เพราะมีความรักหล่อเลี้ยงและดึงดูดใจ

          ทุกคนต้องการความรักจากผู้อื่น ไม่อยากเป็นที่เกลียดชังของใคร แต่แล้วเหตุใดผู้คนจึงไม่ค่อยอยากจะเผื่อแผ่ความรักให้แก่คนอื่นที่มิใช่พวกตน ตรงกันข้ามเรากลับเกลียดชังหรือโกรธใครต่อใครได้ง่ายเหลือเกินน่าคิดก็คือว่า ทั้ง ๆ ที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อยากให้ใครมาเกลียดตัวเรา แต่ทำไมเราจึงชอบสร้างศัตรูอยู่เสมอ

          เป็นไปได้ไหมว่า ลึก ๆ แล้ว เราต้องการ 'ศัตรู' เพื่อจะได้มี 'เป้า' สำหรับเป็นที่ระบายโทสะ คนเราเวลาเกิดโทสะหรือความโกรธแล้ว มักจะหาที่ระบาย เราจึงต้องมีเป้าสำหรับเป็นที่ปลดเปลื้องความโกรธของเรา เป้าอะไรจะดีกว่าเป้าที่อยู่นอกตัว เป้านั้นก็คือ 'ศัตรู' นั่นเอง

          คนเราต้องการมีศัตรู มิใช่เพียงเพื่อเป็นที่ระบายโทสะเท่านั้น หากยังเพื่อเป็น 'แพะรับบาป' เวลาเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา เราจะได้โทษคนอื่นได้อย่างสะดวกใจ การมีศัตรู (หรือคนที่เราไม่ชอบหน้า) ช่วยให้เราโทษเขาได้ถนัดถนี่ทั้ง ๆ ที่บ่อยครั้งสาเหตุนั้นเกิดจากเรา แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนผิด ด้วยสาเหตุนี้เราจึงต้องสร้างศัตรูขึ้นมาเพื่อรับผิดแทนเรา

          นี้คือเหตุผลที่ว่าชายอังกฤษในเรื่องแรกต้องสร้างโบสถ์ขึ้นมาสองหลัง โบสถ์หลังแรกเป็นโบสถ์ในศาสนาหรือลัทธินิกายที่เขานับถือ ส่วนโบสถ์หลังที่สองเป็นโบสถ์ในลัทธินิกายที่เขาเกลียดหรือต่อต้าน แม้จะอยู่คนเดียวในเกาะร้าง เขาก็ยังต้องการที่ระบายความเกลียดและความโกรธ โบสถ์หลังที่สองคือ 'ศัตรู' ที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นที่รับรองอารมณ์ดังกล่าว รวมทั้งเป็นที่สำหรับกล่าวโทษเวลาเกิดปัญหา หรือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นมา ถึงตรงนี้ก็คงเข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมคนเยอรมันสมัยก่อนจึงจงเกลียดจงชังชาวยิว และทำไมนักการเมืองและข้าราชการบ้านเราจึงชอบ 'ปลุกผีคอมมิวนิสต์' อยู่เรื่อย ๆ

          คงเห็นแล้วนะครับว่า กิเลสหรือ 'ตัวตน' ของเรานั้นมันเจ้าเล่ห์ ถ้าเราขืนยอมตามกิเลสหรือหลงตัวตน เราก็จะมีศัตรูเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน แผ่เมตตาให้ 'ศัตรู' เหล่านั้นไม่ดีกว่าหรือครับ แล้วกลับมามองตัวเองว่า ต้นตอของปัญหาอยู่ที่เราหรือเปล่า แต่ถ้าพบว่าตัวเราเองเป็นสาเหตุก็อย่าลืมแผ่เมตตาให้ตัวเองด้วย

          โกรธตัวเองมาก ๆ ระวังจะเป็นสารพัดโรคนะครับ

คนช่างรอ

กำนันบุญไปเยี่ยมลูกสาวซึ่งแต่งงานอยู่กินกับชาวอเมริกัน เมื่อไปถึงอเมริกา ลูกเขยก็ต้อนรับเต็มที่ เรียกได้ว่าเลี้ยงดูปูเสื่อสามวันสามคืน วันที่สาม กำนันบุญจึงถามลูกเขยว่า

          "ถามจริง ๆ เถอะ เลี้ยงดูขนาดนี้ ยูเอาเงินมาจากไหน"

          "อ๋อ ดูโน่นซีครับพ่อตา" ลูกเขยตอบพลางชี้ไปทางแม่น้ำแล้วถามว่า

          "เห็นอะไรไหม"

          "เห็น ก็แม่น้ำไง"

          "แล้วเห็นสะพานไหม"

          "เห็น"

          "นั้นแหละครับ สะพานที่ผมสร้างขึ้น เวลารถผ่านแต่ละคัน ก็ต้องเสียสตางค์ให้ผม เงินก็มาจากนั้นแหละครับ"

          ปีต่อมา ลูกเขยมาเที่ยวเมืองไทยพร้อมภรรยา กำนันบุญเลี้ยงตอบแทนอย่างเอิกเกริกสามวันสามคืนเหมือนกัน ลูกเขยจึงตั้งคำถามเดียวกันว่า พ่อตาเอาเงินมาจากไหน

          "เห็นแม่น้ำนั้นไหม" กำนันบุญถาม

          "เห็น"

          "เห็นสะพานไหม"

          "ไม่เห็นสะพานเลย" ลูกเขยตอบ

          "ก็นั้นแหละ เงินที่เราเลี้ยงกันอยู่นี่ก็เป็นเงินสำหรับสร้างสะพานของตำบลนี้แหละ"

          นิทานข้างต้น เป็นเรื่องของคนสองประเภท ประเภทแรกร่ำรวยเพราะน้ำพักน้ำแรงของตน อีกประเภทมีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย เพราะคดโกงมา ถ้ามองมากกว่านั้นก็จะเห็นว่า คนประเภทแรกจัดอยู่ในพวก 'ใฝ่ทำ' ประเภทหลังนั้นเป็นพวก 'ใฝ่เสพ'

          คนใฝ่ทำนั้น เวลาอยากได้อะไรก็พยายามทำด้วยตัวเอง หรือหามาด้วยความเพียรของตน ส่วนใฝ่เสพนั้น สนใจที่จะเสพอย่างเดียว ไม่อยากทำ ถ้าจะทำก็ทำด้วยวิธีลัดสั้นที่สุด เช่น ขโมย คดโกง หรือทุจริต หาไม่ก็ทำอย่างขอไปที รอว่าเมื่อไรจะได้เวลาเลิกงาน

          เนื่องจากคนใฝ่เสพนิยมวิธีลัดสั้นที่สุด เพื่อจะได้สิ่งเสพโดยเสียแรงน้อยที่สุด จึงมักกลายเป็นพวกพึ่งพาอิทธิปาฏิหาริย์ อยากได้อะไรก็บนบานศาลกล่าว วิธีเซ่นสรวงแบบหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นก็คือ ซื้อบุญ ถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยหวังผลตอบแทนร้อยเท่าพันทวีจากเงินที่ลงทุนไป นับว่าเป็นผลรุนแรงยิ่งกว่าหวยใต้ดินเสียอีก

          ผลที่ตามมาก็คือ คนเหล่านี้กลายเป็นคนช่างรอ รอผลดลบันดาล รอโชค หรือรอฟลุก ถ้าหนักเข้าก็อาจกลายเป็นคนน่าหัวอย่างชายข้างล่างนี้

          ขณะที่ชายคนหนึ่งเดินผ่านต้นมะม่วง ลูกมะม่วงก็สุกตกลงมาสองลูก จึงเดินไปเก็บ แต่แทนที่จะปอกเปลือกกินหรือเดินต่อไป กลับยืนแหงนคออยู่ใต้ต้นมะม่วง

          ผู้เฒ่าเห็นชายผู้นั้นยืนอยู่นานสองนาน จึงถามว่า

          "พ่อหนุ่ม กำลังทำอะไรเหรอ"

          "กำลังรอว่าเมื่อไหร่ข้าวเหนียวจะตกลงมาสักที" ชายหนุ่มตอบ

ชีวิตอิสระ

ที่ไหน ๆ ก็ไปมาแล้ว วันนี้ขอพาไปชมบรรยากาศหน้าห้องขังดีกว่า

          หนุ่มสามคนถูกศาลตัดสินลงโทษ ๒๐ ปีเหมือนกัน โดนข้อหาอะไร คนเล่าไม่ได้บอก แต่ก่อนแยกเข้าห้องขังเดี่ยว ผู้คุมอนุญาตให้แต่ละคนเอาของติดตัวไปได้อย่างเดียว คนแรกขอหนังสือ คนที่สองขอพระพุทธรูป ส่วนคนที่สามขอบุหรี่ ๒๐ ลัง

          ๒๐ ปีผ่านไป…เมื่อประตูคุกเปิดออก ชายคนแรกออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บอกกับผู้คุมว่า

          "ผมจะไปเป็นทนายความแล้วครับ ขอบคุณที่ให้ตำรากฎหมายผมไปศึกษาจนทะลุปรุโปร่ง"

          ส่วนคนที่สองก็ก้าวออกจากห้องขังอย่างสำรวม

          "ผมตัดสินใจจะไปบวชพระ ส่วนพระพุทธรูปในห้องขัง ผมขอมอบแก่เรือนจำ"

          ไม่นานคนที่สามก็เดินออกมา สีหน้าบูดบึ้งราวกับไม่ได้ถ่ายมานาน

          "ผู้คุม ขอไม้ขีดไฟด้วย เร็ว ๆ หน่อย"

          ที่จริงก็หน้าเห็นใจมาก ๆ อุตส่าห์ขนบุหรี่ไปถึง ๒๐ ลัง แต่ไม่มีไฟแช็กหรือไม้ขีดไฟเลย สิงห์อมควันที่ไหนเจอแบบนี้ก็แย่ทั้งนั้น แต่ตอนนี้วางความสงสารเอาไว้ข้าง ๆ มาดูว่าเรื่องข้างบนนี้บอกอะไรเราบ้าง

          นิทานเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึง ความแตกต่างของคนสามประเภท ประเภทแรกเป็นคนใฝ่รู้ ประเภทที่สองเป็นคนสนใจศาสนา ส่วนคนประเภทสุดท้ายเป็นคนติดบุหรี่ ทั้งคนใฝ่รู้และสนใจศาสนา ชีวิตไม่ต้องการอะไรมาก ขอเพียงแค่สิ่งของอย่างเดียวชีวิตก็เป็นสุข ส่วนคนสุดท้ายนั้น ชีวิตกลับยุ่งยากมากกว่า จะไปไหนต้องแบกของพะรุงพะรัง ถ้าเกิดเอาของไปไม่ครบก็วุ่นวาย ได้บุหรี่แล้วยังไม่พอ ต้องมีไม้ขีดไฟหรือไฟแช็กอีก ได้ไฟแช็กแล้วแต่ไม่มีแก๊ซก็เกิดเรื่องอีก นี่ดีนะที่อยู่ในคุก หากไปที่อื่นก็อาจต้องการจานรองบุหรี่หรือที่เก็บเถ้าบุหรี่ด้วย

          สองคนแรกนั้น เวลา ๒๐ ปีผ่านไปแบบไม่สูญเปล่า สามารถพัฒนาฝึกฝนตนให้มีอนาคตรุ่งโรจน์ ส่วนคนสุดท้ายจมปลักอยู่กับความหม่นหมองทุกข์ระทม เพียงเพราะขาดไม้ขีดไฟเท่านั้น ชีวิตของคนที่สาม เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่ไร้อิสระทั้งกายและใจ ใจนั้นอยู่ในอำนาจของไม้ขีดไฟแบบเต็มร้อย

          ความจริงนิทานเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนติดบุหรี่เท่านั้น ถ้ามองให้ลึก ๆ ยังเป็นคติสอนใจคนที่ติดวัตถุอีกด้วย ถึงไม่ติดบุหรี่ หากติดวัตถุอื่น เช่น วิดีโอ เครื่องเสียง เครื่องประดับ อาหาร ฯลฯ ก็คงจะทุกข์แบบเดียวกับคนที่สาม เพราะได้รับอนุญาตให้เอาของไปได้ชิ้นเดียว ขณะที่ความสุขจากวัตถุเหล่านั้นต้องการอุปกรณ์หลายอย่าง

          คนที่ติดรสชาติ วัตถุดังกล่าว ไปไหนมาไหนจึงวุ่นวายพอ ๆ กับคนติดบุหรี่ ไปวัดก็ไม่เป็นสุข แม้จะไปเที่ยวเกาะเที่ยวป่า ก็ต้องขนของไปจนพะรุงพะรัง แล้วถ้าเกิดเอาไปไม่ครบ ก็หน้าบูดบึ้งโวยวายตามสูตร ลองสังเกตเวลาไปแคมปิ้ง จะทำราวกับขนบ้านไปทั้งหลังเลย เที่ยวอย่างนี้จะสนุกอย่างไร

          ขนาดไปเที่ยวยังไม่สนุกก็ติดโน่นติดนี่ แล้วชีวิตประจำวันจะอึดอัดแค่ไหน ก็คงนึกออก ชีวิตที่ติดวัตถุจึงเป็นชีวิตที่หนักอึ้งเหมือนแบกหินไว้ตลอดเวลา เพราะวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่จะได้มาฟรี ๆ ต้องขวนขวายแบกหา บางทีหาด้วยเล่ห์ไม่ได้ ก็ต้องเอาด้วยกล ชีวิตก็เลยยอกย้อนซ่อนกลเข้าไปใหญ่

          ถ้าอยากมีชีวิตเบาสบาย เคล็ดลับมีนิดเดียว คือ คลายความหลงใหลติดยึดในวัตถุเสีย ก็ไม่มีเรื่องให้ต้องซิกแซ็กวุ่นวายหรือกังวลใจ

          ครั้งหนึ่ง ขุนนางผู้มั่งคั่งไปหาเพื่อนผู้หนึ่งที่บ้าน เห็นเขากำลังกินถั่วฝักยาวเป็นอาหารเย็นพอดี จึงพูดขึ้นว่า "ถ้าคุณรู้จักประจบสอพลอกษัตริย์เสียบ้าง ก็คงไม่ต้องประทังชีวิตด้วยถั่วฝักยาวหรอก"

          เพื่อนผู้สมถะจึงย้อนว่า "ถ้ารู้จักประทังชีวิตด้วยถั่วฝักยาวละก็ คงไม่ต้องประจบสอพลอกษัตริย์หรอก"

          ถ้าหลงใหลอาหารฮ่องเต้ ชีวิตก็ยุ่งยาก แต่ถ้าเมินอาหารฮ่องเต้ได้ ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ จริงไหม

เด็กโกหก

คุณแม่โกรธจนเหลืออด สอนแล้วสอนเล่า แต่ลูกสาววัยสี่ขวบก็ยังชอบพูดปดอยู่ จึงพูดขู่ว่า "ถ้าลูกขืนพูดโกหกอีก แม่มดจะมาจับลูกไป"

          "ลูกไม่กลัว" ลูกสาวย้อน

          "ทำไมไม่กลัว" คุณแม่ซัก

          "เพราะถ้ามีแม่มดจริง ก็จับแม่ไปก่อนแล้ว"

          ศีลธรรมหรือคุณงามความดีนั้น ไม่อาจสอนด้วยคำพูดได้ ถ้าจะให้ได้ผลต้องแสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เด็กหรือนักเรียนจึงจะซึมซับเข้าไปในจิตใจของเขาได้ ในทางตรงข้าม ถึงแม้จะสอนจนปากเปียกปากแฉะเพียงใด แต่พ่อแม่หรือครูไม่ได้ทำเป็นแบบอย่าง เด็กก็ยากที่จะเป็นอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการได้

          เป็นเพราะเรามักเข้าใจว่าความดีนั้น 'สอน' กันได้เราจึงชอบ 'สอน' แต่ไม่ค่อยที่จะ 'ทำ' หรือ 'เป็น' ให้เขาเห็น จริง ๆ แล้วน่าจะคิดว่าความดีนั้นสอนกันได้จริงหรือจะว่าไป เด็กจะเป็นคนดีได้ มิใช่เพราะ 'ถูกสอน' ดอก หากเป็นเพราะเขา 'เรียนรู้' จากชีวิตจริง หรือจากแบบอย่างต่างหาก

          การศึกษาสมัยนี้ โดยเฉพาะในโรงเรียน ในบ้านเน้นเรื่อง 'การสอน' ของผู้ใหญ่มากว่าที่จะให้ความสำคัญกับ 'การเรียนรู้' ของเด็ก เราไปเน้นกันมากว่าพ่อแม่หรือครูควรจะพูดอย่างไรกับเด็ก หรือจะเอา 'ข้อมูล' ใส่หัวเด็กอย่างไรบ้าง แต่กลับไม่ค่อยสนใจว่าเด็กเรียนรู้อะไรบ้างจากผู้ใหญ่

          เคยสงสัยไหมว่า ทั้ง ๆ ที่สังคมสมัยนี้ไม่ค่อยได้ 'สอน' อะไรให้เด็ก แต่ทำไมเด็กกลับ 'เรียนรู้' อะไรต่ออะไรจากสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเห็นแก่ตัว ความมักง่าย ใฝ่เสพ ฯลฯ นั้นเป็นเพราะเด็ก ๆ เห็นสิ่งเหล่านั้นจากชีวิตจริงในสังคมรอบตัว ความดี (และความชั่ว) ซึมซับเข้าไปในตัวเด็ก (และผู้ใหญ่) ได้ ส่วนใหญ่มิใช่เพราะมีใครมาสอน แต่เป็นผลแห่งการเรียนรู้ของตัวเองจากสิ่งรอบตัวต่างหาก ดังนั้น ถ้าแม่อยากให้ลูกพูดคำสัตย์ แม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างให้ลูกได้เรียนรู้ วิธีนี้ได้ผลกว่าการสั่งสอน เทศนาเป็นไหน ๆ

          ที่จริงหลักการที่ว่านอกจากจะจำเป็นสำหรับพ่อแม่และครูแล้ว ยังใช้ได้กับพระด้วย ถ้าไม่เชื่อก็ดูเรื่องข้างล่างนี้

          ขณะที่บาทหลวงกำลังจะกลับวัด ก็เห็นเด็กสี่ห้าคนกำลังนั่งโต้เถียงกันกลางวงเป็นเหรียญและแบงก์อยู่จำนวนหนึ่ง บาทหลวงจึงเข้าไปถามว่าทำอะไรกัน

          "พวกผมกำลังแข่งขันกันครับว่า ใครจะโกหกเก่งกว่ากัน" เด็กตอบแล้วพูดต่อไปว่า "คนที่โกหกเก่งที่สุดจะได้เงินกองนี้ไป"

          "อะไรกัน พวกเธอริอ่านโกหกกันตั้งแต่เล็กเลยหรือนี่ ตอนพ่อเป็นเด็ก พ่อไม่เคยโกหกเลย"

          "เฮ้ย พวกเรา ยกเงินกองนี้ให้หลวงพ่อก็แล้วกัน" เด็กคนหนึ่งพูดสวนขึ้นมา

          เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ไม่จำเพาะฝรั่งเท่านั้น หลวงพ่อหลวงพี่ก็น่าจะเก็บไปคิดด้วย

ลืมตัว

 
          พระสี่รูปตัดสินใจเข้ากรรมฐานอย่างอุกฤษฏ์ โดยตกลงว่าจะไม่พูดกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน

          วันแรกผ่านไปด้วยดี แต่พอขึ้นวันที่สอง เมื่อได้ยินเสียงผิดสังเกตที่กุฏิ พระรูปหนึ่งก็พูดขึ้นว่า "เอ มีใครเข้าไปในกุฏิผมหรือเปล่า ไม่ได้ล็อกห้องไว้เสียด้วย"

          พระอีกรูปหนึ่งจึงกล่าวขึ้น "ท่านนี่แย่จัง เราตกลงว่าจะไม่พูดกันหนึ่งเดือนไม่ใช่หรือ นี่ผ่านไปไม่ถึงสองวันท่านก็เผลอเสียแล้ว"

          แล้วพระรูปที่สามก็พูดขึ้นว่า "ท่านเองก็เผลอพูดกับเขาด้วยเหมือนกัน"

          แล้วพระรูปที่สี่ก็โพล่งขึ้นมาว่า "พวกท่านไม่ได้เรื่องสักคน ดูสิ มีผมคนเดียวที่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย"

          คนเราเมื่อเพ่งโทษคนอื่นแล้ว ก็มักจะลืมมองตัวเอง ครั้นตัวเองเผลอแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นความผิดพลาดของตัวเองเสียอีก กลับเห็นข้อบกพร่องของคนอื่นเต็มสองตา

          ลำพังอายตนะทั้งห้า ก็คอยพาจิตจดจ่อแต่เรื่องนอกตัวอยู่แล้ว ยิ่งถ้าจิตของเราคอยส่งออกนอกซ้ำเข้าไปอีก เราก็ยิ่งมองไม่เห็นตัวเองเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะเวลาเกิดหงุดหงิดขัดเคืองใจ จิตมีแต่คอยหาเป้าสำหรับพุ่งโทสะเข้าใส่ เพราะฉะนั้น เวลาไม่พอใจอะไรจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษ หาไม่แล้วเราอาจเหมือนกับคนในนิทานข้างล่างนี้

          ชายคนหนึ่งเห็นชานอ้อยที่มีคนถ่มทิ้งไว้เรี่ยราดอยู่บนถนนจึงหยิบมาเคี้ยว แน่นอนว่าย่อมไม่มีรสชาติอะไร มีแต่ความจืดสนิท จึงโวยวายด้วยความโกรธเคืองว่า

          "ใครวะ ตะกละตะกลามเสียจริง เล่นดูดน้ำตาลจนเกลี้ยงหมด" เพียงแต่ย้อนดูตัวสักนิด ก็จะรู้ว่าใครกันแน่ที่ตะกละ

          นิทานทั้งสองเรื่องบอกเราว่า ก่อนจะตำหนิติเตียนหรือด่าว่าใคร เหลียวมาดูตัวเองเสียก่อน เพราะอาจเป็นอย่างคนที่เรากำลังจะพ่นพิษใส่ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือ "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"

เครียดคลายได้ ถ้าใจคอยเป็น

ชีวิตที่ได้อะไรมาโดยไว
ทำให้เราลืมไปว่า...
มีอีกหลายอย่างในชีวิต
ที่ต้องใช้เวลาอดทนรอคอย...

 

เครียดคลายได้ ถ้าใจคอยเป็น

คงไม่มีอะไรที่สามารถบงการระบบประสาทของเรา ได้ฉับพลันเท่ากับเสียงโทรศัพท์ ไม่ว่ากำลังกินข้าว ดูหนัง กำลังนอน หรือสั่งสอนลูกชายจอมซน ทันทีที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นต้องรีบสาวเท้าหรือคว้ามือไปรับโทรศัพท์ อะไรที่กำลังทำอยู่ ต้องเลิกโดยฉับพลัน แม้จะสำคัญเพียงใดก็ตาม

      ถ้ามนุษย์ต่างดาวเผอิญหลงมาที่โลกนี้ คงจะงงงวยว่าโทรศัพท์มีอะไรน่ากลัวหรือ คนบนโลกนี้ถึงชอบผลุนผลันไปรับคำบัญชาจากมัน

      ที่จริงมนุษย์ต่างดาวเข้าใจผิดทั้งเพ ไม่มีใครกลัวโทรศัพท์หรอก เราทำกันเช่นนั้นอย่างอัตโนมัติ เพียงเพราะไม่อยากคอยให้มันดังหลายครั้ง แต่ก็น่าคิดว่าแทนที่จะปล่อยให้มันกะเกณฑ์เรา ลองให้มันทำตามเกณฑ์ของเราบ้าง เช่น ให้ดังสัก ๓-๔ ครั้ง ถึงค่อยไปรับและไปรับอย่างช้า ๆ สบาย ๆ แทนที่จะเร่งรีบ

 

      ไม่ใช่แต่เพียงเสียงโทรศัพท์เท่านั้น มีอีกหลายอย่างที่เราปล่อยให้มันเข้ามาบงการเรา อย่างเช่นสัญญาณไฟตามสี่แยกจริงอยู่ มันอาจไม่ถึงกับทำให้แขนขาของเรากระตุกทันทีที่มันวาบขึ้น แต่บ่อยครั้งมันก็ไปกระตุกใจเราแทน ทันทีที่เห็นไฟแดงข้างหน้าจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา แล้วก็กรุ่นไปตลอด จนกว่าไฟเขียวจะมาปลุกใจเราให้ยินดี

      ไฟเขียวเป็นข่าวดี (ถ้าเราเป็นคนขับรถ ไม่ใช่คนข้ามถนน) แต่มันก็ทำให้เราทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง นั่นก็คือเวลามันยังไม่โผล่มา เราก็กระวนกระวายใจ หรือถึงกับเครียด

      แต่ถ้ามองกันจริง ๆ แล้ว จะโทษไฟเขียวว่ามาช้าก็ไม่ถูกมันก็มาตามจังหวะของมัน สาเหตุที่เราทุกข์นั้นเป็นเพราะเราใจร้อน หรือคอยไม่เป็นต่างหาก

      เพียงแค่เรารู้จักคอยไฟเขียวเท่านั้น ความเครียดจากการขับรถจะลดลงไปเยอะเลย ในทำนองเดียวกัน สำหรับคุณที่ไม่รวยพอที่จะมีรถยนต์ส่วนตัว หากคอยรถเมล์เป็น โลกนี้จะน่าอยู่ขึ้นไม่น้อย

 

      ลองมาคิดดูสิ ที่จิตร้อนรุ่มราวกับถูกไฟลนนั้น หลายต่อหลายครั้ง เป็นเราตกอยู่ในสถาณการณ์ที่ต้องเป็นฝ่ายคอย อาจคอยแฟน คอยจดหาย คอยงานเสร็จ หรือคอยคนเห็นคุณค่าของเรา ยิ่งคอยก็ยิ่งทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์เพราะสิ่งที่คอยยังมาไม่ถึง แต่ทุกข์เพราะใจเร่งเร้าเผาลนต่างหาก จริง ๆ แล้ว ตัวการไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่อยู่ข้างในต่างหาก

      ถ้าเราสามารถฝึกใจให้รู้จักคอยได้ ชีวิตจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะ ทุกวันนี้คนกรุงมีความเครียดมาก เพราะคอยไม่เป็น และที่คอยไม่เป็นเพราะเคยชินกับความรวดเร็ว ทุกอย่างล้วนแข่งกันเร็ว ไม่ว่ากาแฟ บะหมี่สำเร็จรูป หม้อหุงข้าว เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ แม้แต่ความเป็นคนเก่ง เดี๋ยวนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาฝึกฝนตนแล้ว เพียงแค่ซื้อรองเท้ายี่ห้อนี้ หรือน้ำอัดลมยี่ห้อนั้น ก็สำเร็จผลได้โดยพลัน เร็วอะไรปานนั้น

 

      ชีวิตที่อะไรต่ออะไรได้มาโดยไว ทำให้เราคอยกันไม่เป็น หวังแต่จะให้ทุกอย่างเปิดปุ๊ปติดปั๊บท่าเดียว จนลืมไปว่ายังมีอีกหลายอย่างในชีวิตที่ต้องใช้เวลา หลายอย่างที่ว่านี้ ล้วนมีความสำคัญทั้งนั้น เช่น สุขภาพ ความรู้ ความสำเร็จ หรือแม้กระทั่งความรัก ถ้าเราคอยสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ชีวิตก็มีแต่ความเครียดรุมเร้าหาไม่ก็ได้แค่ของปลอม ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง

    ใจที่รู้จักคอยคือกุญแจแห่งความสุขและความสำเร็จเมื่อสิทธารถะไปขอเรียนวิชาจากอาจารย์เฒ่า เขาได้อ้างคุณสมบัติที่เขาเชื่อว่าเหมาะแก่การเป็นศิษย์ ๑ ใน ๓ ของคุณสมบัติดังกล่าว คือ " I can wait"

      ในชีวิตประจำวัน เรามีโอกาสมากมายที่จะฝึกใจให้รู้จักคอย เช่น ล้างมืออย่างช้า ๆ นั่งโต๊ะแล้วค่อยเปิดจดหมาย อ่านหนังสือพิมพ์ ทำงานให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ หรือตามลมหายใจขณะรอรถเมล์

 

      หรือจะเริ่มต้นด้วยการทำใจสงบขณะที่โทรศัพท์ดัง ต่อเมื่อสิ้นเสียงสัญญาณครั้งที่ ๓ จึงค่อยรับก็เข้าทีดี

คำตอบคือตัวปัญหา

Image hosting by Photobucket

ที่มา  สาระขัน
 
 
ชายคนหนึ่งได้หมวกมาใบใหม่ เขาภูมิใจนักหนากับหมวกใบนี้ ไปไหนมาไหนก็สวมหมวกใบนี้

          วันหนึ่ง เขาตั้งใจเดินไปเยี่ยมเพื่อนที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ที่ขาดไม่ได้คือสวมหมวกใบนี้ไปด้วย แต่เนื่องจากเป็นหมวกสักหลาดปีกใหญ่ เวลาสวมใส่ยามบ่ายจึงร้อนอบอ้าวมาก เดินไปได้ไม่นานเหงื่อโชกไปทั้งหัว จนต้องแวะพักใต้ต้นไม้แล้วเขาก็ถอดหมวกมาพัดให้เย็นลง ระหว่างที่พัดไปก็บอกกับตัวเองว่า "วันนี้หากไม่มีหมวกใบนี้ ฉันคงร้อนตายแน่"

Image hosting by Photobucket

          ชายผู้นี้ปลาบปลื้มกับหมวกใบใหม่ที่สามารถพัดคลายความร้อนได้ แต่ไม่ได้มองว่า ที่ตนร้อนจนเหงื่อโชกนั้น ก็เป็นเพราะหมวกใบเดียวกันนี่แหละ

          มีสิ่งของมากมายหลายอย่าง ที่เราเข้าใจว่า ช่วยลดความยุ่งยากเดือดร้อนในชีวิต แต่หากลองใคร่ครวญดูจะพบว่าความยุ่งยากนั้นแท้จริงมิได้มาจากไหน หากมาจากสิ่งของต่าง ๆ ที่เราชื่นชมนั่นแหละ รถยนต์นั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน แม้มันจะช่วยให้เราไม่ต้องทุกข์ทรมานระหว่างการจราจรแน่นขนัด ควันพิษมลภาวะจะมากมายเพียงใด ก็ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะอยู่ในรถติดแอร์ แต่มิใช่เป็นเพราะรถยนต์หรอกหรือ การจราจรทุกวันนี้ถึงแน่นขนัดและเต็มไปด้วยมลพิษ

          อุปกรณ์ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกก็เช่นกัน ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยทุ่นเวลาให้เราท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวาย แต่ใช่หรือไม่ว่า สาเหตุที่ชีวิตเราวุ่นวายและมีเวลาว่างน้อยลง ก็เนื่องมาจากเรามัวแต่ทำมาหากิน เพื่อจะได้มีเงินมาซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ ถ้าหากเราลดความต้องการในเทคโนโลยีเหล่านี้ เราจะมีเวลามากขึ้น ชีวิตจะวุ่นวายน้อยลง เพราะไม่จำเป็นต้องหาเงินให้มาก ๆ อย่างที่มักเป็นกัน

          ดูเผิน ๆ เครื่องเอกซเรย์ก็ช่วยให้สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งได้แต่เนิ่น ๆ แต่บ่อยครั้งมันเองนั่นแหละที่มีส่วนทำให้คนเป็นมะเร็งกันมากขึ้น

          มองให้กว้างออกไป เขื่อนต่าง ๆ ที่เราชื่นชมว่าช่วยป้องกันน้ำท่วม หรือช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งนั่น สืบสาวไปจะพบว่า สาเหตุที่น้ำท่วมบ่อยขึ้น ภัยแล้งรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะการทำลายป่าเพื่อมาสร้างเขื่อนนั่นเอง

          สิ่งที่เราคิดว่าเป็นทางออกนั้น บ่อยครั้งมันคือตัวปัญหา ดังนั้นก่อนที่เราจะนิยมยกย่องสิ่งใดก็ตามว่าช่วยให้ชีวิตเรายุ่งยากน้อยลง ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามันไม่ใช่ต้นตอแห่งความยุ่งยากในชีวิต (และในสังคม)

          ถ้าเราแยกไม่ออกว่าอะไรคือตัวก่อปัญหากันแน่ ต่อไปเราก็คงแยกไม่ออกว่า อะไรคือทุกข์ อะไรคือวิธีบรรเทาทุกข์ ในที่สุดเราอาจเป็นอย่างเศรษฐีในเรื่องข้างล่างก็ได้

 

          ทองหนักเป็นเศรษฐีระดับพันล้านที่ร่ำรวยจากกองมรดก เขาไม่เคยรู้ว่าคนจนเขาอยู่กันอย่างไร เช้าวันหนึ่งกลางฤดูหนาว เขามองออกไปนอกคฤหาสน์ เห็นขอทานคนหนึ่งยืนต้านลมหนาวอยู่ใต้ต้นไม้ ตัวสั่นเทา เขารู้สึกแปลกใจ จึงถามบริวารว่า

          "ทำไมคนคนนี้ถึงตัวสั่นเทาขนาดนั้น"

          "ก็เพราะว่าอากาศหนาวมากครับ" บริวารตอบ

          ทองหนักแปลกใจอย่างยิ่งจึงพูดว่า

          "อ้าว สั่นอย่างนี้ทำให้เขาหายหนาวไม่ใช่หรือ"

Image hosting by Photobucket

พูดไม่ครบ

Image hosting by Photobucket

ที่มา  สาระขัน

สองหนุ่มต่างคุยโอ้อวดสรรพคุณของกันและกัน

          สมควรเล่าว่า เมื่อคืนเพิ่งทะเลาะกับเมียมา ต่างคนต่างไม่ยอมกัน จนเมียโมโหถึงขั้นขว้างปาข้าวของ

          "แต่ในที่สุดเมียฉันก็ยอมคุกเข่าต่อหน้าฉัน" สมควรสรุป

          "โอ้โห แกทำยังไงเหรอ เขาถึงยอมขนาดนั้น" โอภาสถาม

          "ก็ไม่มีอะไร ฉันแค่ทำในสิ่งที่สมควรทำเท่านั้นเอง"

          "พอเมียแกคุกเข่าต่อหน้าแกแล้ว เขาพูดอะไรบ้างล่ะ"

          "เขาพูดว่า ไอ้ตัวร้าย ออกมาจากใต้เตียงเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันเอาตายแน่"

Image hosting by Photobucket

          ประโยคแรกกับประโยคสุดท้ายของสมควรนั้น เป็นคนละเรื่องและให้ผลต่อผู้ฟังต่างกัน แม้ประโยคทั้งสองจะเป็นความจริงทั้งคู่ แต่ฟังประโยคแรกย่อมไม่เพียงพอจะได้ความจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ต้องฟังประโยคสุดท้ายด้วย

ความจริงนั้นถ้าพูดเพียงครึ่งเดียว ก็หาใช่ความจริงไม่ เพราะการพูดเช่นนั้นมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดภาพที่ตรงกันข้ามกับความจริง ใครที่ฟังประโยคแรกของสมควร ย่อมเห็นเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเห็นว่าสมควรกำลังเป็น 'ผู้ชนะ' ต่อเมื่อได้รับรู้ความจริงอีกครึ่งหนึ่ง ภาพทั้งหมดก็เปลี่ยนไป

          ความจริงนั้นไม่สามารถแยกมาเป็นส่วนๆ แล้วเลือกเอาแต่ละส่วนมาใช้หรือพูดตามใจได้ ถ้าทำ เช่นนั้นก็เท่ากับว่ากำลังบิดเบือนความจริง

          ในยุค 'ข้อมูลข่าวสาร' ทุกวันนี้ ข้อมูลต่าง ๆ ปลิวว่อนไปหมด สาดใส่เราทุกทิศทุกทาง โดยผ่านสื่อนานาชนิดข้อมูลเหล่านี้ต่างก็อ้างว่าเป็น 'ความจริง' แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าความจริงเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือหนึ่งในสี่เท่านั้น ไม่เชื่อก็ลองพิจารณาโฆษณาต่าง ๆ ตามโทรทัศน์หรือวิทยุ 'ความจริง' ที่เขาบอกเรานั้นล้วนแต่เป็นแง่ดี ให้ภาพที่สวยงามของสินค้า (ไม่ต่างจากภาพภรรยาคุกเข่าต่อหน้าสมควร) แต่โทษหรือข้อเสียของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น กลับไม่พูดถึง (ไม่ต่างจากสมควรที่ "อุบ" เรื่องที่ตัวเองหลบเมียอยู่ใต้เตียง)

          ในชีวิตประจำวันก็ดูไม่ต่างจากนี้ ความจริงที่เราได้รับฟังจากคำบอกเล่าของใครต่อใครนั้น บ่อยครั้งก็ไม่ครบถ้วนถ้าเราไม่ระวัง ก็จะไปนึกว่าทั้งหมดนั้นเป็นความจริง ดังนั้นสิ่งที่พึงตระหนักก็คือสอบถามให้แน่ชัดว่า มีความจริงอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้เล่าหรือเปล่า ก่อนที่จะเชื่ออะไร ไม่ว่าจากปากของใคร หรือสื่อชนิดใด ต้องให้แน่ใจว่าเราได้รับฟังความจริงครบถ้วนแล้ว

          ขณะเดียวกันเราเองก็ต้องไม่ลืมที่จะพูดความจริงให้ครบถ้วนด้วย การ 'อุบ' บางส่วนเอาไว้ ก็คือการพูดโกหกในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง จะอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดของคนฟังไม่ได้เลย

          ได้กล่าวแล้วว่า ความจริงนั้นเราไม่สามารถแยกเป็นส่วนเพื่อเอามาใช้ตามอำเภอใจได้ หากจะแยกเป็นส่วน ๆ ก็ต้องเอามาเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่แยกเป็นเสี้ยว ๆ ส่วน ๆ แบบไม่ปะติดปะต่อกัน อย่างเรื่องข้างล่าง

 

          โอภาสเป็นนักมังสวิรัติ เขาพยายามชี้ชวนให้สมควรหันมากินมังสวิรัติ อย่างน้อยก็เพื่อสุขภาพของตนเอง เพราะสมควรเป็นโรคเกาต์อย่างแรง กินยากี่ขนานก็ไม่หาย เจอสมควรทีไรก็พูดถึงเรื่องนี้แต่ก็ไม่ค่อยได้ผล จนโอภาสทำท่าจะท้อ

          แล้ววันหนึ่งทั้งสองก็มาพบกันอีก ไม่ทันที่โอภาสจะอ้าปาก สมควรก็บอกว่า

          "ข่าวดี รู้ไหม เดี๋ยวนี้ฉันกินเจแล้วนะ"

          "จริงเหรอ นึกไม่ถึงเลยแฮะ" โอภาสยิ้ม

          "แต่ฉันไม่ได้กินเจ ๑๐๐% นะ แค่ ๕๐% เท่านั้น"

          "ก็ยังดี แกทำยังไงถึงกินเจได้ ๕๐%"

          "ก็กินเนื้อคำเว้นคำไงล่ะ" สมควรเผยทีเด็ด

Image hosting by Photobucket

Talking about บทเรียนจากการเดินเขา

 

Quote ที่มา สเปซด.ช.ต๋อง

บทเรียนจากการเดินเขา
อ้างอิงจาก : พระไพศาล วิสาโล   
 
พียงแค่ชั่วโมงแรกของการเดินทาง กำลังที่เก็บสะสมมาเป็นวัน ก็ลดลงไปอย่างฮวบฮาบ หลังจากที่ตะกายขึ้นเขาสูงชันได้ไม่ถึง ๑๐ นาที ระดับความชันนั้นเห็นจะไม่น้อยกว่า ๔๕ องศา บางช่วงก็มากกว่านั้นเสียอีก ทางอย่างนี้ไม่น่าจะมีคนใช้กัน แต่ความโล่งของเส้นทาง ไม่รกเรื้อ บอกเราว่าชาวเขาบนดอยแม่สะลองคงใช้ทางเส้นนี้ขึ้นลงอยู่เป็นประจำ

ลำพังเดินตัวเปล่าก็ยากเอาการอยู่แล้ว นี่ยังต้องสะพายสัมภาระขึ้นไปด้วย พอขึ้นเขาได้สักครู่ใหญ่ แถวก็เริ่มจะขาดช่วง เสียงคุยก็ชักจะหายเงียบ ผู้คนพักข้างทางกันเป็นระยะทั้ง ๆ ที่ยังเดินกันได้ไม่เท่าไร "จะแฮ" หนุ่มลีซอแนะว่า ให้เดินช้า ๆ ตามกำลัง เดินได้เท่าไรก็เท่านั้น แต่อย่านั่งพัก จะทำให้เหนื่อยกว่าเดิม

"ภูเขาชันอย่างนี้ ใครจะวิ่งไหว ก็เดินช้า ๆ กันอยู่แล้วนี่" เพื่อนร่วมคณะบางคนคงนึกในใจ และอดสงสัยไม่ได้ว่า นั่งจะทำให้เหนื่อยกว่าเดินได้อย่างไร แต่ประสบการณ์อันโชกโชนของจะแฮ ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่เป็นการฉลาดหากจะละเลยคำแนะนำของเขาเลย ลองเดินให้ช้าลง แต่พอเผลอสักพัก ก็พบว่าตัวเองเร่งเท้าโดยไม่รู้ตัว กลับมาเดินตามจังหวะเดิมอีก ทั้ง ๆ ที่เหนื่อยอยู่แล้ว แต่นิสัยความเคยชินเดิม ๆ ก็ยังไม่ยอมอ่อนแรงง่าย ๆ มิหนำซ้ำใจที่คอยอยากให้ถึงเร็ว ๆ ก็พลอยทำให้เราเร่งฝีเท้าไปโดยไม่รู้ตัว

เอาเข้าจริง ๆ การเดินเขาอย่างช้า ๆ นั้นไม่ใช่ของง่ายอย่างที่เข้าใจ แม้ธรรมชาติของการเดินเขาเรียกร้องให้เราเดินช้า ๆ แต่นิสัยเดิมกลับไม่ยอมรับรู้ด้วยเลย ทำให้เราเหนื่อยขึ้นไปอีก กลายเป็นอุปสรรคของการเดินเขา ถึงตอนนี้ก็รู้แล้วว่า ในเวลาขึ้นเขานั้น เราไม่ได้สู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกเท่านั้น หากยังจะต้องสู้กับนิสัยความเคยชินของตัวเองอีกด้วย

ลมหายใจถูกดึงมาใช้ควบคุมจังหวะก้าวของตัวเองให้ช้าลง ๆ ช้า ๆ ช่วยให้เท้าเคลื่อนเป็นจังหวะอย่างช้า ๆ ส่วนใจนั้น แทนที่จะปล่อยให้ไปครุ่นกังวลถึงจุดหมายปลายทางว่าอยู่อีกไกลไหม เมื่อไหร่จะถึง ก็ให้ใจมาอยู่ที่ลมหายใจแทน แรก ๆ ใจดูจะไม่ยอม พอใจวอกแวกไปทีไร สังเกตว่าฝีเท้าก็จะเร่งขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว แต่พอดึงใจกลับมาอยู่ที่ลมหายใจ ฝีเท้าก็ชะลอลง ช้าจนเหมือนกันภาพสโลว์โมชั่นในหนังเลย

เมื่อใจ ลมหายใจ และฝีเท้า ผสานกลมกลืนกัน การเดินขึ้นเขาก็เริ่มมีจังหวะสม่ำเสมอ ช้า ๆ แต่ไปได้เรื่อย ๆ แปลกที่คราวนี้ไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยแล้ว ทั้ง ๆ ที่ทางก็ยังชันอยู่ แต่รู้สึกว่าเท้าเคลื่อนไปของมันเอง โดยไม่ต้องใช้ความพยายามหรือเคี่ยวเข็นเลย ราวกับกำลังเดินทอดน่อง ส่วนใจก็ผ่อนคลายลง มีเวลาพินิจชื่นชมทัศนียภาพสองข้างทาง

เราใช้เวลาไม่ถึง ๒ ชั่วโมงก็ข้ามเขาลูกนั้น ไปถึงจุดหมายคือหมู่บ้านชาวเขา ทันเวลาฉันเพลพอดี ฉันเสร็จแล้วก็ยังนั่งรออีกครึ่งชั่วโมงกว่าเพื่อนร่วมคณะจะมาถึง

บทเรียนจากการเดินเขาก็คือ เดินช้ากลับไปได้เร็ว ขณะที่เดินเร็วกลับไปได้ช้า เพราะต้องเสียเวลานั่งพักตลอดทาง ยิ่งพักนานเท่าไร เส้นสายก็กลับตึงเร็วเข้า ทำให้เดินได้ไม่คล่องแคล่ว

คนเดินช้านั้นใช่ว่าจะไม่เหนื่อย กระนั้นในขณะที่เดินแต่ละก้าวก็ได้พักไปในตัว จึงไม่ต้องเสียเวลาพักยาว

การเดินกับการพักไม่จำเป็นต้องแยกจากกันเสมอไป แต่คนเป็นอันมากมอง ๒ สิ่งนี้แยกจากกัน ดังนั้นเวลาเดินจึงโหมเดิน เพื่อหวังจะพักเมื่อรู้สึกเหนื่อย อันที่จริง ไม่ใช่แต่การเดินเท่านั้น การงานทั่ว ๆ ไปเราก็ทำกันอย่างนี้ บทจะทำงานก็ทำอย่างพายุบุแคม หน้าดำคร่ำเคร่ง ใจก็เร่งให้เสร็จเร็ว ๆ ถึงจะเหนื่อยอย่างไรก็หวังว่าจะได้พักเมื่อเสร็จงาน หลายคนนึกถึงความสุขในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อจะได้มีแรงกรำงานตลอดจันทร์ถึงศุกร์ได้ ความสุขและการผ่อนคลาย กลายเป็นเรื่องที่ต้องฝากความหวังไว้กับอนาคต ทั้ง ๆ ที่เราสามารถจะสัมผัสสิ่งนั้นได้ในปัจจุบัน และในท่ามกลางงานการที่เราทำอยู่ขณะนี้

งานกับการพักผ่อนนั้นไปด้ว

♣Listening For Understanding♣

 

Quote ที่มา สเปซdeaniemania

♣Listening For Understanding♣

 

  สัมพันธภาพ...

      จะคงอยู่หากเรารับฟังเหตุผลของกันและกัน

      ทุกการกระทำแม้จะทำให้อีกฝ่ายขุ่นข้องหมองใจ

      ย่อมมีเหตุผลกำกับ

 

      อย่าให้คนใกล้ตัวกลายเป็นคนอื่น

      ด้วยความไม่เข้าใจ "เพราะเราไม่เปิดใจรับฟัง"

 

D e a n i e M a n i a  

 

l i s t e n i n g      f o r      u n d e r s t a n d i n g

 

___________________________________________________

ชีวิตงาม

เรื่องดี ดี มีประโยชน์เสมอ กับการเติมคุณค่า ให้ข้อคิด แก่ชีวิต

มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง อาศัยอยู่บ้านหลังหนึ่ง ทุกๆเช้า ภรรยาจะแอบมองดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างชั้นบนบ้าน และวิ่งกลับมารายงานให้สามีฟัง


“ เพื่อนบ้านเรานี่ ซักผ้าไม่เป็นเลย เสื้อผ้าสกปรกเหลือเกิน ไม่รู้เขาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือใช้วิธีซักอย่างไร “
สามีก็ตอบว่า “อย่าไปสนใจคนอื่นเขาเลย เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน”


แต่ภรรยาก็ยังไปแอบดูเพื่อนบ้านอยู่ทุกเช้า จากหน้าต่างข้างบนบ้าน และวิ่งกลับมารายงานสามีทุกเช้า “ เสื้อผ้าของเขาสกปรกอีกแล้ว...”


ต่อมาวันหนึ่ง ภรรยาวิ่งลงมารายงานสามี ด้วยความแปลกประหลาดใจ “ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด อยากจะรู้เหลือเกินว่า เขาเปลี่ยนมาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือทำอย่างไร..”


สามีหัวเราะและกล่าวว่า “นี่..ฉันรำคาญเธอเหลือเกิน เมื่อเช้าฉันตื่นแต่เช้ามืด และไปเช็ดกระจกหน้าต่างให้ใสสะอาด.. ก่อนหน้านี้ กระจกมันสกปรก เธอมองออกไป ก็เห็นแต่ความ สกปรก..”


มนุษย์เราชอบมองคนอื่น โดยผ่านจิตใจของเราออกไป เมื่อจิตใจของเราสะอาด เราก็จะเห็นแต่ความดีงามรอบๆตัว


แต่ถ้าจิตใจของเราสกปรก เราก็จะเห็นแต่ความสกปรกรอบตัว การที่เราเห็นแต่ความเลวรอบๆตัวเรา
เราต้องเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว... สิ่งที่เราเห็น มันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา
และเราจะต้องหาทางฝึกจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์
ถ้าเราเห็นแต่สิ่งที่เลว จิตใจก็ไม่สงบ เราก็จะกลุ้มอกกลุ้มใจ มีความทุกข์ แต่ถ้าเราหัดมองในแง่ดี เราก็จะคิดแต่สิ่งที่ดี จิตใจก็จะเบิกบานและมีความสุข...

หมายเหตุ.. บทความบทนี้ เขียนโดย.. ดร. อาจ-อง ชุมสาย ณ อยุธยา


จากหนังสือ ชีวิตงาม เล่มที่ ๘ หน้าที่ ๔๑

ที่มา หน่วยดูแลหัวใจ เวบเทรกกิ้งไทย

ความรัก กาลเวลา คนบางคน

 

Quote

ความรัก กาลเวลา คนบางคน

Image hosting by Photobucket



 นานมาแล้วมังที่ผมกระดี๊กระด๊า กับวันแห่งความรัก 
ตอนเด็กๆ ผู้รู้จักความรัก จากครอบครัว และจากหมา แมว กระรอก และปลาทอง
ตอนที่ผมเริ่มมีความรัก คนที่ไม่ใช่ครอบครัว และไม่ใช่ผู้ชาย ก็เพราะแรงดึงดูด ความน่ารัก ไม่รู้หรอกว่า รักคืออะไร ก็มีแฟน มีคนเดินด้วย เท่ห์ และเหมือนเอาชนะ ใจสาวจนยอมมาเป็นแฟนดีออก ในสมอง ตอนนั้น ไม่เคยคิดอย่างเด็กสมัยนี้ที่มองเรื่องรักกับเรื่อง sex เป็นเรื่องเดียวกัน ในเวลานั้นผมมอง รักก็แค่ เพื่อน กินไอติม เพื่อนไปงานวัด คนคอยทำรายงาน แบบได้แอบชอบก็ เออปลื้มแล้ว
ตอนนั้น ความรัก คำพูด เออมันง่ายที่จะพูด และง่ายที่จะมี

จากเวลานั้นอีกหลายปี ผ่านกาลเวลา ผ่านคนรัก มามากมาย บทเรียนการคบหา การพยายามต่างๆ ที่จะดำรงการเป็นคู่รัก
ผ่านเรื่องราวเจ็บปวด ผ่านการจากลา กว่าที่จะเข้าใจความหมายรัก และหาความรัก ในแบบที่ตัวเอง เข้าใจและสุข กับมันก็ใช้เวลานานหลายปี
ในวันนี้ ความรัก ผมไม่ได้มีให้เฉพาะสาวๆ  ไม่ได้บ้ารักประชาขน ต้องการปฏิวัติ แต่วันนี้ ผมมีความรัก แบบธรรมดา ให้ทุกคน ให้หมา ต้นไม้ เด็ก คนแก่ ไม่ได้โหมให้ แบบก่อน รักผมมันเย็นตัวแล้ว

วันนี้ ถ้า ผมเจอใครสักคน ที่ผ่านมาในชีวิต จะเป็นเส้นที่ขนานไม่อาจบรรจบกันได้ หรือจะเป็นเส้นสะท้อนที่ เจอกันแล้วหายไป ในจักรวาลนี้ ผมก็มีความรัก ที่จะมอบให้ ความรัก ที่จะเข้าใจ เห็นใจ รักที่จะรู้จักตัวตนของเค้าเหล่านั้น รักที่จะพูดคุย สนใจ ดูแล ตามกำลังกายกำลังใจที่มี ไม่ได้ต้องเป็นสาว เป็นคน เป็นหมา หรือปลาทอง ไม่ได้ยึดถือว่า ต้องเป็นเพศไหน แค่คุยกัน ดีต่อกัน ก็ให้ความรักต่อกันได้

ผมอยากเป็นผู้ชายที่รักสาวแล้ว ไล่ฟันสาวๆ เหมือนกับที่คนอื่นบอกให้เป็นเหมือนกัน แต่ข้อเสียของผม คือเข้าใกล้ใคร สิ่งไหน ก็จะคิดแทนเขามันสะทุกอย่าง เพราะอย่างนี้ ป้องกันตัวเองสะก่อนดีกว่า อย่าไปรักใครแบบหนุ่มรักสาวเลย

อาทิตย์ ที่ผ่านมา หรือปีที่ผ่านมา  ผมต้องตัดต้นไม้หน้าบ้าน อยากทำบ้านให้โล่งมานานแล้ว แต่ด้วยความรัก ความผูกพันธ์ ยืนแอบสงสารต้นไม้ ไม่รู้มันจะเศร้าไหมนะ ถ้าฉันต้องตัด หรือฆ่ามันให้ตายเนี่ย มันพูดขอชีวิต ไม่ได้สะด้วย

สิ่งที่ผมดีใจในความรัก ก็คือ การให้ความรักกับใครแล้วเค้ารู้ และเข้าใจ ไม่ต้องยอมรับหรอก ไม่ต้องมารักกลับ ไม่ต้องมาตอบแทน แค่เข้าใจ และยอมรับก็พอ และที่ผมดีใจมากเลยก็คือ เห็นผลของความรัก ที่ หว่านปลูกไว้ในใจใครสักคน รอวันหนึ่ง มันเบิกบาน แสดงผลของมัน อย่างที่ผมเห็น ไม่ต้องเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่หรอก แค่ คำเดียว ว่า วันนี้ดีกว่าวันก่อน จากการที่ได้รับความรัก และเข้าใจจากใครสักคน จากผมหรือ ใครก็ได้

วันนี้ ผมมีความรัก แต่ก็ยังค้นหา ความรัก อื่นๆ เพราะผมเชื่อว่า คนเรา รักกันได้ อย่ามายึดถือว่าผมเป็นผู้ชาย คุณเป็นผู้หญิง หรือ คุณเป็นผู้ชาย จะให้ความรักกันไม่ได้
ให้ความรักกันเถอะ มาแสดงออก มาบอกกัน มาให้ความรู้สึกดีๆ กำลังใจ ให้มุมมองของชีวิต ให้โอกาส ให้เวลา ให้คำพูดดีๆ ต่อกัน ให้ทุกสิ่งที่คุณให้ได้ โดยที่คุณไม่เดือดร้อน หรือทนทุกข์ ให้แบบที่ใจคุณเบิกบาน และดีใจ กระตื้อรือร้นที่จะให้

เปิดใจ ออกมาให้และรับความรัก

Image hosting by Photobucket



สำหรับ ปีที่ผ่านมา ความรักที่ผมเห็น เป็นรูปธรรมมากที่สุด ก็คือความรัก ของอ้วน ที่เฝ้ารัก และรอ เป็นผมต้องรอเด็กแก่นๆ ตัวดำๆ ปากยื่น โคตรซนตั้งแต่เด็ก ให้ตายเถอะ ผมไม่รอหรอก แต่นี้เค้ารอ รอจนเด็กคนหนึ่งผ่านกาลเวลามาเป็นเจ้าสาว แสนน่ารักในวันนี้ นี้ก็ความรักแบบหนึ่งที่ผมเห็น

อีกอย่างที่ผมดีใจก็คือข่าวของกัลยาณมิตร คนหนึ่ง ที่สามารถเรียนรู้ และเข้าใจ ความหมาย ของการให้และความรักได้และได้นำความรักเหล่านันไปใช้ในการดำรงอยู่ของตนในสังคม และได้ทำสิ่งต่างๆตามความฝันของตนเอง ไม่ต้องทนทุกข์ ต่อความรัก เหมือนที่ผ่านมา

อ่านมาจนจบ คุณ ไม่ต้องคิดเหมือนผมหรอก ไม่ต้องมาด่าความคิดแบบนี้ของผมด้วย
เพราะความรัก แบบของผมมันผ่านกาลเวลา ผ่านการหล่อหลอมจนออกมาแบบนี้แล้ว
คุณสามารถสร้างและมีความรักในแบบคุณได้
 
สุดท้าย สำหรับ
คนที่มีกิ๊ก มีแฟน คนที่ขาสั้น ก้นใหญ่ คนที่คิดมาก คนไม่สบาย
คนรักหมา คนที่ชอบเดินป่า คนชอบประท้วง คนที่แสนดี
คนที่ด่าเก่ง คนที่งอแง คนที่เด็กแสนด็ก และหลายคน
ผม รักคุณครับ
 

หมายเหตุ แห่งวันแห่งความรัก

Image hosting by Photobucket

 

Quote ที่มา สเปซนายนัท

หมายเหตุ แห่งวันแห่งความรัก
วันแห่งความรัก
ทำไมนะ ถึงไปคิดถึงความรัก แค่ ดอกไม้ ดอกกุหลาบ ตุ๊กตา ช๊อกโกแล็ตอะไรเป็นตัวแทนความรักกันแน่
ถ้าการที่ซื้อ หรือให้ของเหล่านี้ ก็แสดงว่ารัก
ความรักก็ง่ายมาก
หลับตา
วันเวลา เหตุการณ์ เรื่องราว คำพูด สิ่งดีๆ ช่วงที่ต้องพึ่งพากันและกัน รอยยิ้ม
เสียงหัวเราะ การหวังสิ่งดีๆ สวยงามให้กันและกัน

แม้ดวงดาวจะเปลี่ยนแสง ตะวันขึ้นแล้วขึ้นอีก ตกแล้วตกอีก
มองไงก็เหมือนเดิม
ที่อยากบอกว่าทุกวันมิตรภาพความรัก
สิ่งดีๆ สวยงามยังมีเสมอ
คอยบอกกล่าว
แทน ดอกไม้ ตุ๊กตา สิ่งใดๆ
ฝังไว้ในดวงใจเสมอ และตลอดไป
ไม่ต้องรอวันแห่งความรักอีกเลย

Image hosting by Photobucket

ชีวิตคู่

 

Image hosting by Photobucket

 

ผมในฐานะผู้ชายไทยคนหนึ่งที่รักภรรยามากๆ อยากจะเล่าเรื่องตัวเองกับภรรยาให้ฟังบ้างครับ ภรรยาผมตั้งแต่คบมา 12 ปีนั้น  ไม่เคย:

1
ทำงานบ้านใดๆเลย ไม่ชอบและไม่ทำ มีบ้างนานๆครั้ง นับครั้งได้
2
ไม่ทำอาหารให้ทานเลย
3
ไม่ชอบเลี้ยงสัตว์ในบ้าน ผมรักหมามาก แต่ เมียไม่ให้เลี้ยงก็ไม่เลี้ยง (วุ้ย) เมียกะหมานะ เลือกหมา เอ้ย เมียอยู่แล้ว
4
ไม่เคยพูดคำหวานหรือ ให้การด์ในวันสำคัญ ผมต่างหาก ชอบ surprise เค้าทุกครั้ง (มีบ้างที่เค้าให้การด์คือ ผมทวง!)
5
รายได้ผม เดือนเป็นแสนๆ เค้าเก็บบริหารในบ้านหมด ผมได้ใช้อาทิตย์ละ 1500 ครับ น้อยกว่าเด็กจบใหม่อีก
6
ขี้บ่นมากๆๆ บ่นทุกเรื่องที่บ่นได้
7
ไม่ชอบแต่งตัว ไม่เคยแต่งหน้าไปทำงานในชีวิต
8
ไม่ค่อยเปิดมือถือ จนเพื่อนเค้ารำคาญกันไปหมดแล้ว
9
ไม่ชอบเดินห้าง ไม่ชอบของทันสมัย hitech ซึ่งตรงข้ามกับผม

แต่....


ผมรักเธอมากยิ่งกว่าชีวิตผม
 ผมตายแทนเมียได้ทุกเมื่อ เงินประกันชีวิตเป็นชื่อเธอคนเดียว ทุกข้อที่ยกตัวอย่าง ส่วนใหญ่ผมรับได้แต่ต้น บางข้อผมอึดอัดในตอนต้นแต่คุยกันแล้ว ผมรับได้ครับและตามใจเธอทุกอย่าง อะไรที่ทำแล้ว แฟนผมมีความสุข ผมทำให้ได้ทุกอย่าง ทุกวันนี้ ชินและมีความสุขมากๆๆ ถ้าภรรยาผมไปปรับปรุงตัวเองให้เด่นหรือแปลกไป ผมรับไม่ได้ครับ เพื่อนมีล้อว่า กลัวเมียบ้าง ผมเฉยครับและบอกว่า ผมมีความสุขมากๆอยู่แล้ว ไม่แคร์ใครครับ ระวังเพื่อนกับเมีย ผมเลือกเมียครับ เวลาคุณแก่ เวลาคุณป่วย เวลาคุณจะตาย คุณจะกุมมือเพื่อนแล้วร้องไห้หรือป่าวครับ? ลูกเมียต่างหาก คือ คนที่จะแบ่งปัน ทั้งสุขและทุกข์กับเรา ผมโชคดีที่มีเพื่อนดีๆที่ไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวผมเยอะมากๆ ชีวิตผม ผมเลือกเองครับ ผมรักของผมแบบนี้


สิ่งที่จะบอกทุกคนคือ


1
คุณเลือกแฟนของคุณแบบนี้เอง ถ้าเค้าไม่ถูกใจจะไปบ่นทำไม

2 No one is perfect.
คุณก็ไม่ perfect  ผมก็ไม่perfect แต่ ถ้าคนสองคนรักกันมากๆ เราจะมองแต่ข้อดีของกันและกันครับ Positive thinking กับชีวิตครับ แล้ว ชีวิตจะมีความสุข

3
อย่าไปเปรียบเทียบชิวิตคู่เรากับคนอื่น เทียบสูงไม่เท่า เทียบต่ำยังเหลือ เรายังโชคดีกว่าคนหลายล้านในโลกที่มีโอกาส รัก และ ถูกรัก หลายคนไม่มีโอกาสแม้แต่จะเดิน พูด หรือ ทานข้าวเอง ผมและครอบครัวเพิ่งไปบริจาคเงินและเลี้ยงเด็กพิการปากเกร็ดมา ชีวิตหลายร้อยชีวิตในที่แห่งนั้น ลำบากกว่าเราเป็นร้อยเป็นพันเท่า และใครบางคนมัวแต่วิจารณ์สิ่งที่ไม่ดีของคนข้างตัวที่ เราเป็นคนเลือกเอง นิ้วหนึ่งนิ้วที่ชี้ต่อว่า แฟนคุณนั้น อีกสี่นิ้วชี้หาตัวคุณเองนะครับ ถ้าคุณเบื่อแฟนคุณเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วไปมีคนใหม่ เดี๋ยวคุณก็หาเรื่อง ติ หาเรื่องว่า แฟนคนใหม่คุณได้อีก คุณไม่รักและภูมิใจในแฟนคุณ แล้ว ใครจะรักครับ และผมไม่อยากให้ผู้หญิงเอาเรื่องผมไปให้แฟนคุณอ่านเพื่อให้ทำตาม คนไม่ใช่หุ่นยนต์ครับ กรุณาเคารพตัวตนปัจเจกชนของผู้ชายแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันด้วย เพราะผู้หญิงหลายคนหรือคุณเองก็ทำสิ่งดีๆที่แฟนผมทำมากมายให้ผมไม่ได้  

ภรรยาของผมมีข้อดีเป็นล้านๆๆข้อ มากกว่าข้อเสียเก้าข้อข้างต้น เช่น
 เป็นเด็กเรียน ไม่เคยเที่ยวกลางคืนในชีวิต ไม่ดื่มเหล้าเบียร์และเล่นอบายมุขใดๆ และเป็นคนใจบุญมากๆ ท่องชินบัญชรได้คล่อง ตอนแต่งงาน ท่องบทสวดได้หมด ผมไม่ได้เลย! อายสุดๆๆ สุดท้ายผมก็พัฒนาเรื่องทางธรรมไปให้ใกล้เธอมากที่สุด พยายามครับ, ภรรยาผมให้นมลูกเองมาสองปีกว่า เหนื่อยมากๆ แต่ เธอไม่บ่นสักคำ ผมซึ้งมากครับ มีกี่คนในประเทศที่เป็นแบบนี้ ผมภูมิใจของผมเองนะ ไม่ได้โอ้อวด, ผมจะถอยรถAccord ป้ายแดงให้ภรรยา เธอยืนยันขอขับรถเล็กคันเก่าสองแสนโลแล้ว ไปเรื่อยๆ รถซื้อมาราคาลดสมชื่อ เก็บเงินให้ลูกดีกว่า เธอว่างั้นครับ เรื่องอื่นๆฟุ่มเฟือยไม่ต้องพูดถึง เธอใช้มือถือรุ่นเก่าสุดครับ ยิ่งไปกว่านั้น ผมเป็นแฟนคนแรกในชีวิตเธอครับ เดี๋ยวนี้อย่าถามวัยรุ่นสมัยนี้เลยครับเรื่องนี้

อายุสามสิบต้นๆ
 เราปลดหนี้บ้าน 150 ตารางวาแถวรามคำแหง ราคาตลาดตอนนี้ 8-10 ล้านในเวลาเพียง 6 ปี เรามีรถหลายคัน เรามีทุกอย่างที่เราอยากได้ มีเงินเก็บเป็นล้าน ไปเที่ยวเมืองนอกทุกปี ด้วยการบริหารเงินในบ้านของเธอ เราคิดว่า ก่อนสี่สิบเราสามารถเกษียณตัวเองได้ ถ้าเราอยากทำ ทั้งที่เราสองคนเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งคู่ โหนรถเมล์มาด้วยกัน ทุกอย่างมาจากสองมือเรา ไม่มีจากที่บ้านเลยเพราะที่บ้านเราทั้งสองรับราชการทั้งคู่

ผมอยาก
 สรุปสั้นๆว่า ถ้าเรามัวหลงละเลิงกับกิเลสรอบข้างไม่ว่าจะเป็นกิ๊กใหม่ที่ดูสาวกว่าแฟนเรา ดูหนุ่มดูดีกว่าแฟนเรา ปรับตัวเราไปให้ดึงดูดเค้า เราจะไม่มีวันพอใจกับคู่และชีวิตเลยครับ คุณจะเหนื่อยตลอดชีวิตและไม่มีวันพบรักแท้

ลองนึกเล่นๆว่า
 ถ้าสมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่เราสมัยนั้น เป็นแบบรุ่นเราบางคน สังคมไทยคงวิบัติสุดๆครับ เราคงไม่อยากให้รุ่นลูก รุ่นหลานของเรานำด้านไม่ดีของรุ่นเราไปปรับใช้นะครับ เหรียญมีสองด้านครับ อยู่ที่มองด้านไหน คุณอาจจะปรับตัวเองเพื่อหลอกบางคน บางเวลาได้ แต่คุณหลอกทุกคน ทุกเวลาไม่ได้ เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดครับ เค้าจะรักที่ตัวคุณ ไม่ใช่เสื้อผ้า เครื่องประดับหรือเงินคุณ

จงพอใจกับคู่ของคุณเพราะ
"คุณเป็นคนเลือกเองครับ"

ก่อนมาเขียนก็เกริ่นๆกับภรรยาแล้วแต่เค้าไม่อยากให้มาเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นฟังแต่
 ผมคิดว่า จำเป็นครับที่อยากให้ทุกท่านโหวตให้ผมครับเพื่ออีกกระทู้ชู้กิ๊กนั้นจะได้ตกไป และ สังคมไทยจะได้มีอีกมุมมองที่แตกต่างกันไปในทางที่ดีครับ


 

Image hosting by Photobucket