sukanya's profile*.*My Life สิงห์มือซ้ายPhotosBlogLists Tools Help

*.*My Life สิงห์มือซ้าย

ชีวิตคือการเรียนรู้ และลงมือทำ ชีวิตสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน
Image hosting by Photobucket
Free blog counters
Photo 1 of 1
No list items have been added yet.

sukanya thamniam

Occupation
Location

อย่าเป็นเหมือนนกที่ไม่มีขน!!

  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกแสนสวยตัวหนึ่ง
 มีขนสวยงามมาก มีคนอยากได้ไว้ครอบครองเป็นจำนวนมาก
 แต่ไม่เคยมีชาวบ้านคนไหนจับนกตัวนั้นได้เลย
 อยู่มาวันหนึ่งมี อาบัง ขายถั่วมานั่งใต้ต้นไม้ที่มีนกแสนสวยอยู่

 พอนกแสนสวยเห็นถั่วของอาบังก็เกิดอยากกินขึ้นมา จึงร้องบอกอาบังว่า
 " อาบัง อาบัง ขอถั่วให้ชั้นกินหน่อยสิ "
 อาบังได้ยินดังนั้น ก็ตอบกลับไปว่า
 " ได้เลย ได้เลย แต่ขอขนให้ชั้นเส้นนึงนะ "

 พอนกได้ยินดังนั้น ก็ก้มลงมองที่ขนของตนเอง
 แล้วคิดว่า ขนของตนเองนี่มีเยอะมาก เสียไปสักเส้นคงไม่เป็นไรหรอก
 นกแสนสวยก็เลยให้ขนอาบังไปหนึ่งเส้น แล้วก็ลงไปกินถั่วของอาบัง
 วันต่อมานกแสนสวยก็บอกกับอาบังอีกว่าขอถั่วให้ชั้นกินหน่อยสิ
 อาบังก็ตอบเหมือนเดิมว่าขอขนให้ชั้นเส้นหนึ่งก่อน
 นกแสนสวยก็คิดเหมือนเดิมว่าขนมันยังมีอยู่เยอะก็เลยให้ขนอาบังไปอีก
 เป็นอย่างนี้ต่อไปอีกหลายวัน

 จนวันหนึ่ง นกแสนสวยก็ขอถั่วอาบังกินอีก
 อาบังก็ตอบเหมือนเดิมว่า ขอขนให้ชั้นเส้นหนึ่งก่อน
 นกก็ไม่รีรอรีบให้ขนอาบังไปทันที แล้วลงมากินถั่วของอาบัง
 อาบังก็เลยจับนกตัวนั้นไว้ได้
 เพราะว่าขนของมันเหลือน้อยแล้วไม่สามารถที่จะบินหนีอาบังได้

 เรื่องนี้ถ้าอ่านผ่านไปอาจจะไม่ได้อะไรเลย
 แต่ถ้าเราลองคิดให้ดี เปลี่ยนจากนกแสนสวยเป็นตัวเรา
 ขนของนกแต่ละเส้นคือเวลาของเราที่เสียไป


 และอาบังเป็นนายจ้างของเราส่วนถั่วที่อาบังให้ก็เหมือนกับเงินเดือนที่นายจ้างให้เรา

 หมายความว่า ทุกวันนี้
 ถ้าเรายังประมาทในการใช้ชีวิตยังพอใจแค่เงินเดือนที่นายจ้างให้เราทุกเดือน
 เวลาของเราก็จะค่อยๆหมดไปเรื่อยๆ เวลาของเราไม่ได้มีมากมายหรอก
 ถ้าอายุซัก 100 ปี ก้อมีเวลา 36500 วัน 

  แป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็หมดไปแล้ว

 ซึ่งเงินเดือนที่นายจ้างให้เราเนี่ยก็ให้แค่พอเราอยู่ได้ทุกเดือนเท่านั้นแหละ
 บางคนอาจจะคิดว่าการทำงานประจำเป็นอาชีพที่มั่นคง
 แต่เราถูกจำกัด

 เพราะการเป็นลูกจ้างเค้าเนี่ยเราไม่สามารถที่จะกำหนดวิถีชีวิตของตัวเองได้
 เราถูกนายจ้างเรากำหนดให้ต่างหากว่าจะหยุดวันไหนวันนี้จะทำอะไร
 หลายคนยึดติดกับความคุ้นเคยกับความสบายเพียงแค่วันนี้

 แต่ลองมองให้ไกลๆ   มองถึงอนาคตของเราว่า
 เราจะหยุดทำงานเมื่อไหร่เราจะใช้ชีวิตในวัยเกษียณอย่างไร

 อย่าเป็นเหมือนนกแสนสวยที่รู้ตัวก็ตอนที่ตัวเองไม่มีขนอยู่ที่ตัวแล้ว

 ดังที่ Jim Rohn นักปรัชญาของโลกกล่าวไว้
 ความคิดสามารถเปลี่ยนวิธีชีวิตคุณได้...

แค่ความผูกพันธ์

      วันนี้ เราอาจรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่ง จนคิดว่าเราขาดไม่ได้... แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่าง 
     เปลี่ยนแปลง  ไปสักวันเราจะรู้ว่า สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตเรา
    ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

    วันหนึ่ง หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่ที่เราคิดว่าเราพึงใจ..ปรารถนา..ต้อง
  การ..ขาดไม่ได้
    เราก็จะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก

เวลา.. จะสอนเราเองว่า ความผูกพันกับสิ่งใดๆในช่วงเวลาหนึ่ง จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้นๆ อย่าได้ไปยึดติด อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตลุ่มหลง คิดเสียว่าเราโชคดีที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก

ความผูกพันก็เหมือนกับความรัก หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก หากเรารักใครคนใดคนหนึ่งมาก เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก แต่ความผูกพันที่ว่า ไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเองไว้กับสิ่งนั้นๆ เพราะคนเราทุกคนย่อมผูกพันกับหลายๆสิ่ง

เปรียบเสมือน เรามีแก้วนำอยู่หนึ่งใบ
ในยามเช้า...เราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่มนม
พออากาศร้อนหน่อย...เราอาจต้องการน้ำเย็นๆ
บางครั้งที่เราไม่สบาย...เราอาจต้องการน้ำอุ่น

ใจเราก็เหมือนกับแก้วน้ำ...
ต้องเติมสิ่งต่างๆ ในเวลาที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสม

หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้วน้ำ
แล้วเติมน้ำร้อนลงไปในทันที ในแก้วใบเดียวกัน
แก้วใบนั้น..ก็จะร้าว..เริ่มแตก ซึ่งก็เหมือนกับใจเรา...

ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่งนั้น..ไม่ผิด ถ้าเราค่อยๆปรับใจ..ปรับตัวของเราเอง..ให้กลับคืนในเวลาที่ควร เพราะอย่างน้อยที่สุด..เราก็มีโอกาสได้ผูกพัน ซึ่งก็เหมือนเรามีโอกาสได้รักนั่นเอง

ถ้าคุณมีความสุขที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น... คือ ความรัก
ถ้าคุณเศร้า..เหงา..คิดถึงเค้า..อยากเจอ..อยากพูดคุย... คือ ความรัก

ถ้าคุณร้อนรนที่เค้าอยู่กับใครๆที่ไม่ใช่คุณ... คือ ความใคร่
อยากเก็บไว้เป็นเจ้าของคนเดียว

ถ้าคุณเมามาย..เค้าลูบหลังไหล่..ดูแล... คือ ความรักที่บริสุทธิ์ใจ
ถ้าคุณเมามาย..เค้ากอดและสัมผัสร่างกาย... คือ ความใคร่จากเค้าของคุณ

ถ้าคุณเข้าหา.. แต่เค้าหนี... ... คือ ความใคร่ ที่หมดเยื่อใยแล้ว
ถ้าคุณหนี.. แต่เขาวิ่งตามมา... ... คือ ความรัก ที่ยังไม่มีจุดจบ

ถ้าคุณร้องไห้ให้กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ... คุณคือ คนโง่ และบ้า
อย่างน่าอาย

แต่ถ้าคุณพอใจ..จงรัก..และมอบความรักให้กับเค้า... แม้มันจะไม่กลับมาหาคุณก็ตาม


จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้.. ดีกว่าที่จะมานั่งเสียใจในวันหน้า
จงภูมิใจที่มีความใคร่.. เสน่หา
เพราะมันจะไม่ย้อนกลับมาหาอีกต่อไป...

แอ็กชั่นกับรีแอ็กชั่น

พรศักดิ์กับสมทรงแต่งงานได้ไม่ถึงสามปีก็มีปากเสียงกันเป็นอาจิณ ไม่ว่าใครจะพูดอะไร เสนออะไร เป็นต้องถูกแย้งถูกค้านจนกลายเป็นการทะเลาะกันในที่สุด

          คืนนี้เช่นกัน ทั้งสองมีปากเสียงกันตั้งแต่หัวค่ำ ไม่มีใครยอมลงให้กัน ต่างเข้านอนด้วยความมึนตึง แต่ก่อนปิดไฟเข้านอน พรศักดิ์ก็นึกขึ้นได้ว่ามีนัดแต่เช้า อยากจะขอให้สมทรงช่วยปลุก แต่ด้วยมานะทิฐิ ไม่ยอมเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน จึงหาทางออกด้วยการเขียนบันทึกใส่กระดาษส่งให้สมทรง มีข้อความว่า

          "พรุ่งนี้หกโมงเช้าอย่าลืมปลุกด้วย"

          เช้าวันรุ่งขึ้นพรศักดิ์ก็สะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงเคารพธงชาติดังจากโรงเรียนข้างบ้าน ระหว่างที่ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้า ก็เกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน เพราะโมโหสมทรงที่ไม่ยอมปลุก ตั้งใจว่าพบหน้าเมื่อไรจะต้องระเบิดใส่ให้สาแก่ใจ

          แต่แล้วขณะที่เขาเอื้อมมือไปหยิบแว่นตาที่หัวเตียง ก็พบกระดาษแผ่นหนึ่งตกลงมา มีข้อความว่า "ตื่น ๆ ๆ หกโมงแล้ว"

 

          เราทำกับคนอื่นอย่างไร ก็ควรเตรียมใจที่จะเจออย่างนั้น จากคนอื่นด้วยเช่นกัน ไม่ควรหวังให้คนอื่นทำกับเรามากไปกว่านั้น ถ้าเราอยากให้เขาพูดกับเรา เราต้องเริ่มต้นเป็นฝ่ายพูดก่อน หากเราปรารถนาน้ำใจไมตรีจากเขา คนที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็คือเรา

          ทำอะไรไป ก็ได้อย่างนั้นกลับคืน นี้เป็นธรรมดา คนโบราณจึงว่าหว่านพืชเช่นไร ก็ได้ผลเช่นนั้น กฎแห่งกรรมก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ก็ต้องลงทุนแรง ถ้านิ่งเฉยหรืองอมืองอเท้า เพียงแต่เซ่นสรวงหรืออ้อนวอนขอให้เทวดาหรือพระเจ้าช่วยตนอย่างโน้นอย่างนี้ อย่าคิดเลยว่าจะได้รับความช่วยเหลือ อยากได้ ๑๐๐ แต่ลงทุนแค่หนึ่ง จะไม่เป็นการค้ากำไรเกินควรหรือ ในทำนองเดียวกัน ถ้าอยากให้ลูกเป็นคนดี มีน้ำใจ เราก็อย่าเลี้ยงลูกแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ หรือปรนเปรอด้วยวัตถุและเงินทอง โดยไม่เคยมีเวลาให้ความรักหรือแบบอย่างที่ดีแก่ลูก อยากให้ลูกมีคุณภาพคับแก้ว เราก็ต้องเป็นฝ่ายเทคุณภาพลงไปให้เต็มแก้วก่อน

          เดี๋ยวนี้มักมีเสียงบ่นว่าเด็กรุ่นใหม่หลงใหลวัตถุ เอาแต่แต่งตัวแข่งขันเลียนแบบญี่ปุ่นกับฝรั่ง วัน ๆ เฝ้ามองหาว่าจะมีเวทีคอนเสิร์ตที่ไหนให้ไปช่วยกันกรีดร้องบ้าง ฯลฯ แต่ก่อนที่เราจะต่อว่า หรือทำอะไรมากไปกว่านั้น ลองถามตัวเองก่อนดีไหมว่า ที่เขามีอาการเช่นนั้นเป็นเพราะเราช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมให้เขาเป็นเช่นนั้นหรือไม่ สังคมที่มุ่งวัตถุและเดินตามต่างชาติ คือมรดกที่เราซึ่งเป็นคนรุ่นพ่อแม่ของเขากำลังสร้างให้เขามิใช่หรือ ถ้าเช่นนั้นเราจะหวังให้เขาเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร

          ครูที่อยากให้ศิษย์เก่ง ก็ต้องพร้อมจะให้เวลาศิษย์ หาไม่ก็จะลงเอยอย่างเรื่องต่อไปนี้

          ทุกเช้าวันจันทร์ อาจารย์บุญชู มีกำหนดต้องไปบรรยายให้นักศึกษาฟัง ตลอดทั้งเทอม แต่บังเอิญเป็นช่วงที่เขาต้องประชุมบริษัท ซึ่งเป็นงานไซด์ไลน์ของเขา เขาหาทางออกด้วยการพูดใส่เทป แล้วให้ผู้ช่วยนำไปเปิดในห้องเรียน เป็นเช่นนี้หลายครั้ง

          มีคราวหนึ่ง การประชุมเลิกก่อนกำหนด อาจารย์บุญชูจึงเข้าไปที่ห้องเรียน พอเดินเข้าห้องก็พบว่าภายในห้องไม่มีนักศึกษาแม้สักคนเดียว แต่หน้ากระดาน เทปยังดังไม่หยุด ส่วนหน้าเครื่องเทปนั้น มีเครื่องบันทึกเสียงนับสิบเครื่องกำลังทำงานอยู่เช่นกัน

          แอ็กชั่นเท่ากับรีแอ็กชั่น นี้เป็นกฎสากลครับ

คืนดี

หลังจากไม่ยอมมองหน้ากันอยู่หลายวัน ภรรยาก็อยากคืนดีกับสามี จึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า "คุณขา…เรามาคืนดีกันดีกว่า อย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลย เอาอย่างนี้ดีไหม เรามาตกลงกัน คุณอย่าตบตีฉัน ส่วนฉันก็จะเลิกด่าว่าคุณ"

          "ตกลง เราคืนดีกัน แต่เธอต้องทำอย่างที่พูดนะ ขืนด่าว่าฉันอีก ฉันจะอัดเธอติดข้างฝา" สามีพูด

          "เชอะ! เจ้าคนปากเสีย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังจะมาคิดตบตีฉันอีก" ภรรยาโต้ตอบทันควัน

 

          การคืนดีไม่ใช่เป็นเรื่องการทำสัญญาหรือข้อตกลง สัมพันธภาพจะงดงามหรือสานต่อยั่งยืนได้ มิได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมภายนอกอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยปัจจัยที่ลึกไปกว่านั้น นั่นคือจิตใจ ก่อนที่จะคิดปรับพฤติกรรมของตนหรือเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยนนิสัย เราต้องปรับจิตหรือเตรียมใจของตนเป็นเบื้องแรก เช่น อดทนอดกลั้นให้มากขึ้น ทำใจให้หนักแน่น ไม่หุนหันพลันแล่นไปตามนิสัยเดิม หมั่นมองอีกฝ่ายในแง่ดี และพร้อมจะให้อภัยหากเขายังไม่เปลี่ยนอย่างที่พูด หรือไม่เป็นไปอย่างที่หวัง

          แทนที่จะคาดหวังให้เขาทำดีกับเราก่อน เราเองควรเป็นฝ่ายเริ่มต้น แทนที่จะให้เขาระวังมือระวังเท้าของตน เราเองควรเป็นฝ่ายระวังจิตของตัว คอยดูใจ ไม่เผลอตอบโต้ทันทีที่ผิดหูผิดใจ หรือปล่อยตัวไปตาม วัฏจักรเดิม สติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการคืนดี สำคัญกว่าการทำข้อตกลงมากมายนัก

          ปราศจากสติเสียแล้ว สัญญาก็ถูกฉีกก่อนที่น้ำหมึกหรือน้ำคำจะเหือดแห้งเสียอีก เมื่อมีสติแล้ว ปัญญาก็ตามมา ปัญหาต่าง ๆ หากเกิดขึ้น ก็สามารถแก้ไขได้อย่างถูกต้องตรงจุดด้วยวิธีการที่สันติ

          ชีวิตในครอบครัวนั้นมักจะมีเรื่องให้ผิดหวังหรือขัดใจเสมอ แต่ถ้ามีสติและปัญญา รู้จักอดกลั้นทำใจให้เยือกเย็นสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา ถึงคราวพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง ก็สามารถแสดงออกหรือบอกกล่าวด้วยความนุ่มนวล ไม่ต้องถึงกับต่อว่า เรียกว่ามีอุบายในการแก้ปัญหา ลองดูตัวอย่างเรื่องข้างล่าง

          วิทูรย์เอาแต่ทำงาน ไม่ค่อยใส่ใจภรรยา ไปไหนมาไหนก็ไม่ซื้ออะไรมาฝากสมศรีภรรยา

          ค่ำวันหนึ่ง…วิทูรย์กลับจากที่ทำงานด้วยความเหนื่อยอ่อน พอเข้าประตูบ้านเห็นขนมเค้กก้อนใหญ่อยู่บนโต๊ะ ซ้ำเทียนเล่มเล็ก ๆ สิบเล่มปักอยู่

          "วันนี้เป็นวันเกิดของใครหรือ ทำไมมีขนมเค้กก้อนโต"

          "สำหรับเสื้อผ้าที่ฉันใส่อยู่ตัวนี้ค่ะ ฉันใส่มาสิบปีแล้วจึงจัดงานครบรอบสิบปีให้มันค่ะที่รัก"

ฟ้องตัวเอง

ไวพจน์เดินเข้าไปในร้านกาแฟ เห็นคนมุงรอบโต๊ะตัวหนึ่ง พอแหวกเข้าไปก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังเล่นหมากรุกอยู่แต่ที่นึกไม่ถึงก็คือ อีกด้านหนึ่งของตารางหมากรุก เป็นหมาขนเกรียนใช้ตีนเขี่ยเบี้ยอยู่

          "โอ้โฮ หมาตัวนี้เก่งจังเลย เล่นหมากรุกก็เป็น" ไวพจน์

          "เก่งอะไรกัน เล่นมาห้าตา มันแพ้ผมสามตาแล้ว ชมให้ถูกคนหน่อย" นักเล่นหมากรุกตอบ

          ชายหนุ่มแสดงอาการดูถูกหมาที่เล่นแพ้ตนตั้งสามตา เลยรู้สึกว่าตนเองเก่ง แต่กลับไม่เฉลียวใจว่า ถ้าเขาเก่งจริง ทำไมจึงแพ้หมาไปถึงสองตา ขณะที่แสดงอาการอวดตัวว่าเก่งนั้น เขาได้ฟ้องว่าตัวเองว่าโง่เขลา

          ตัวตนหรืออัตตานั้น มักหาโอกาสยกหูชูหางตัวเองเสมอ คนที่ไม่เท่าทันตัวเองจึงมักหาช่องคุยโม้โอ้อวด หรือพูดข่มผู้อื่น แต่ความอยากคุยโม้พูดข่มนั้น บ่อยครั้งก็แรงกล้ามากจนทำให้ลืมตัว จึงเผลอประจานตัวเองโดยสำคัญผิด คิดว่าเป็นการแสดงความเก่งกล้าสามารถ

          เวลาเราคิดจะยกหูชูหางตัวเองหรือพูดตำหนิใคร ก่อนจะพูด ลองตรวจตราตัวเองให้แน่ชัดถี่ถ้วน หาไม่จะหน้าแตกง่าย ๆ

          นอกจากการตำหนิคนอื่นว่า 'โง่' แล้ว การกล่าวหาคนอื่นว่า 'บ้า' ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังเหมือนกัน ถ้าไม่เชื่อก็ดูตัวอย่างข้างล่าง

          ภารณ หนุ่มใหญ่ ปรึกษาจิตแพทย์ว่า

          "ภรรยาผมเป็นบ้าไปแล้ว เธอคิดว่าตัวเองเป็นรถตุ๊กตุ๊กตลอดเวลา"

          "พรุ่งนี้เช้า ขอให้คุณช่วยพาภรรยามาหาผมหน่อย" จิตแพทย์แนะนำ

          "จะพามาหาหมอได้ยังไง คลินิกหมออยู่ถึงชั้นที่สิบ"

          "ไม่เห็นยากอะไรเลย คุณกับภรรยาก็ขึ้นลิฟต์มา"

          "เอารถตุ๊กตุ๊กขึ้นลิฟต์มันง่ายเสียเมื่อไหร่ครับคุณหมอ" ภารณตอบ

          ใครกันแน่ที่บ้า ใครกันแน่ที่เพี้ยน คุณบอกได้ไหมครับ

ศัตรูคู่ปรารถนา

ตอนนี้ก็ได้เวลาพักผ่อนแล้ว เอนกายให้สบายนะครับ ดื่มน้ำเย็น ๆ สักแก้วให้ชุ่มใจ แล้วมาฟังเรื่องน่าสนใจสองเรื่อง แต่บอกก่อนนะครับว่าเรื่องแรกไม่ใช่เรื่องขำขันอย่างคุ้นเคยกัน

          ขอเริ่มเลยนะครับ

          ชาวอังกฤษคนหนึ่งรอดตายจากเรือแตก เขาไปติดค้างบนเกาะร้างแห่งหนึ่งอยู่หลายปีโดยไม่เห็นหน้าผู้คนเลย แต่ในที่สุดก็มีเรือลำหนึ่งพลัดหลงมาที่เกาะนี้ พวกลูกเรือประหลาดใจที่พบว่ามีเพียงคนเดียวอยู่บนเกาะ ด้วยความสงสัย จึงถามชายผู้นั้นว่า เหตุใดเขาจึงต้องสร้างโบสถ์ขึ้นมาสองหลัง

          "คืออย่างนี้ครับ" ชายบนเกาะร้างอธิบาย "หลังหนึ่งเป็นโบสถ์ที่ผมนับถือ ส่วนอีกหลังเป็นโบสถ์ที่ผมไม่นับถือไงครับ"

          อย่าเพิ่งงงนะครับ ขอต่อเรื่องที่สองเลย

          เช้าวันจันทร์ แม่ขึ้นไปปลุกลูกถึงที่นอน

          "ตื่น ๆ ได้เวลาไปโรงเรียนแล้ว"

          "ผมไม่อยากไปโรงเรียนเลย" ลูกพูดอย่างงัวเงีย

          "บอกแม่สักสองข้อว่า ลูกมีเหตุผลอะไรถึงไม่อยากไปโรงเรียน"

          "หนึ่ง นักเรียนทุกคนเกลียดผม สอง ครูทุกคนเกลียดผม"

          "นั้นไม่ใช่เหตุผลเลย ถึงอย่างไรก็ต้องไปโรงเรียน" แม่ยืนกราน

          "แม่ช่วยบอกผมสักสองข้อว่า มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องไปโรงเรียน" ลูกย้อนถาม

          "หนึ่ง ลูกอายุ ๕๒ ปี แล้วสอง ลูกเป็นครูใหญ่โรงเรียนนี้"

          น่าเอ็นดูนะครับครูใหญ่คนนี้ ส่วนท่านที่เป็นครูใหญ่ ก็อย่าเพิ่งโกรธนะครับ นี่เป็นเรื่องขำขัน

          แต่ถึงจะเป็นเรื่องขำขันก็มีสาระและอิงความจริงอยู่ไม่น้อย ถ้าเราเกิดเป็นครูใหญ่คนนั้น เราเองก็คงไม่อยากไปโรงเรียนเหมือนกัน สนุกเสียเมื่อไรเวลาถูกแวดล้อมด้วย คนที่เกลียดเราถึงแม้ว่าเราจะมีอำนาจเหนือเขา ถึงจะเป็นครูใหญ่หรือผู้จัดการก็ไม่ได้ช่วยเท่าไร

          ไม่ว่า 'ลูก' จะเป็นเด็กชั้นประถม หรือครูใหญ่ ก็ต้องการความรัก ความรักซึ่งรออยู่ที่โรงเรียน ชักนำให้ทั้งนักเรียนและครูใหญ่อยากไปโรงเรียนพอ ๆ กัน นี่เป็นความจริงสากลที่ใช้ได้กับทุกที่ สำนักงาน บ้าน แม้แต่วัด จะมีชีวิตชีวาก็เพราะมีความรักหล่อเลี้ยงและดึงดูดใจ

          ทุกคนต้องการความรักจากผู้อื่น ไม่อยากเป็นที่เกลียดชังของใคร แต่แล้วเหตุใดผู้คนจึงไม่ค่อยอยากจะเผื่อแผ่ความรักให้แก่คนอื่นที่มิใช่พวกตน ตรงกันข้ามเรากลับเกลียดชังหรือโกรธใครต่อใครได้ง่ายเหลือเกินน่าคิดก็คือว่า ทั้ง ๆ ที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อยากให้ใครมาเกลียดตัวเรา แต่ทำไมเราจึงชอบสร้างศัตรูอยู่เสมอ

          เป็นไปได้ไหมว่า ลึก ๆ แล้ว เราต้องการ 'ศัตรู' เพื่อจะได้มี 'เป้า' สำหรับเป็นที่ระบายโทสะ คนเราเวลาเกิดโทสะหรือความโกรธแล้ว มักจะหาที่ระบาย เราจึงต้องมีเป้าสำหรับเป็นที่ปลดเปลื้องความโกรธของเรา เป้าอะไรจะดีกว่าเป้าที่อยู่นอกตัว เป้านั้นก็คือ 'ศัตรู' นั่นเอง

          คนเราต้องการมีศัตรู มิใช่เพียงเพื่อเป็นที่ระบายโทสะเท่านั้น หากยังเพื่อเป็น 'แพะรับบาป' เวลาเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา เราจะได้โทษคนอื่นได้อย่างสะดวกใจ การมีศัตรู (หรือคนที่เราไม่ชอบหน้า) ช่วยให้เราโทษเขาได้ถนัดถนี่ทั้ง ๆ ที่บ่อยครั้งสาเหตุนั้นเกิดจากเรา แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนผิด ด้วยสาเหตุนี้เราจึงต้องสร้างศัตรูขึ้นมาเพื่อรับผิดแทนเรา

          นี้คือเหตุผลที่ว่าชายอังกฤษในเรื่องแรกต้องสร้างโบสถ์ขึ้นมาสองหลัง โบสถ์หลังแรกเป็นโบสถ์ในศาสนาหรือลัทธินิกายที่เขานับถือ ส่วนโบสถ์หลังที่สองเป็นโบสถ์ในลัทธินิกายที่เขาเกลียดหรือต่อต้าน แม้จะอยู่คนเดียวในเกาะร้าง เขาก็ยังต้องการที่ระบายความเกลียดและความโกรธ โบสถ์หลังที่สองคือ 'ศัตรู' ที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นที่รับรองอารมณ์ดังกล่าว รวมทั้งเป็นที่สำหรับกล่าวโทษเวลาเกิดปัญหา หรือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นมา ถึงตรงนี้ก็คงเข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมคนเยอรมันสมัยก่อนจึงจงเกลียดจงชังชาวยิว และทำไมนักการเมืองและข้าราชการบ้านเราจึงชอบ 'ปลุกผีคอมมิวนิสต์' อยู่เรื่อย ๆ

          คงเห็นแล้วนะครับว่า กิเลสหรือ 'ตัวตน' ของเรานั้นมันเจ้าเล่ห์ ถ้าเราขืนยอมตามกิเลสหรือหลงตัวตน เราก็จะมีศัตรูเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน แผ่เมตตาให้ 'ศัตรู' เหล่านั้นไม่ดีกว่าหรือครับ แล้วกลับมามองตัวเองว่า ต้นตอของปัญหาอยู่ที่เราหรือเปล่า แต่ถ้าพบว่าตัวเราเองเป็นสาเหตุก็อย่าลืมแผ่เมตตาให้ตัวเองด้วย

          โกรธตัวเองมาก ๆ ระวังจะเป็นสารพัดโรคนะครับ

คนช่างรอ

กำนันบุญไปเยี่ยมลูกสาวซึ่งแต่งงานอยู่กินกับชาวอเมริกัน เมื่อไปถึงอเมริกา ลูกเขยก็ต้อนรับเต็มที่ เรียกได้ว่าเลี้ยงดูปูเสื่อสามวันสามคืน วันที่สาม กำนันบุญจึงถามลูกเขยว่า

          "ถามจริง ๆ เถอะ เลี้ยงดูขนาดนี้ ยูเอาเงินมาจากไหน"

          "อ๋อ ดูโน่นซีครับพ่อตา" ลูกเขยตอบพลางชี้ไปทางแม่น้ำแล้วถามว่า

          "เห็นอะไรไหม"

          "เห็น ก็แม่น้ำไง"

          "แล้วเห็นสะพานไหม"

          "เห็น"

          "นั้นแหละครับ สะพานที่ผมสร้างขึ้น เวลารถผ่านแต่ละคัน ก็ต้องเสียสตางค์ให้ผม เงินก็มาจากนั้นแหละครับ"

          ปีต่อมา ลูกเขยมาเที่ยวเมืองไทยพร้อมภรรยา กำนันบุญเลี้ยงตอบแทนอย่างเอิกเกริกสามวันสามคืนเหมือนกัน ลูกเขยจึงตั้งคำถามเดียวกันว่า พ่อตาเอาเงินมาจากไหน

          "เห็นแม่น้ำนั้นไหม" กำนันบุญถาม

          "เห็น"

          "เห็นสะพานไหม"

          "ไม่เห็นสะพานเลย" ลูกเขยตอบ

          "ก็นั้นแหละ เงินที่เราเลี้ยงกันอยู่นี่ก็เป็นเงินสำหรับสร้างสะพานของตำบลนี้แหละ"

          นิทานข้างต้น เป็นเรื่องของคนสองประเภท ประเภทแรกร่ำรวยเพราะน้ำพักน้ำแรงของตน อีกประเภทมีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย เพราะคดโกงมา ถ้ามองมากกว่านั้นก็จะเห็นว่า คนประเภทแรกจัดอยู่ในพวก 'ใฝ่ทำ' ประเภทหลังนั้นเป็นพวก 'ใฝ่เสพ'

          คนใฝ่ทำนั้น เวลาอยากได้อะไรก็พยายามทำด้วยตัวเอง หรือหามาด้วยความเพียรของตน ส่วนใฝ่เสพนั้น สนใจที่จะเสพอย่างเดียว ไม่อยากทำ ถ้าจะทำก็ทำด้วยวิธีลัดสั้นที่สุด เช่น ขโมย คดโกง หรือทุจริต หาไม่ก็ทำอย่างขอไปที รอว่าเมื่อไรจะได้เวลาเลิกงาน

          เนื่องจากคนใฝ่เสพนิยมวิธีลัดสั้นที่สุด เพื่อจะได้สิ่งเสพโดยเสียแรงน้อยที่สุด จึงมักกลายเป็นพวกพึ่งพาอิทธิปาฏิหาริย์ อยากได้อะไรก็บนบานศาลกล่าว วิธีเซ่นสรวงแบบหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นก็คือ ซื้อบุญ ถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยหวังผลตอบแทนร้อยเท่าพันทวีจากเงินที่ลงทุนไป นับว่าเป็นผลรุนแรงยิ่งกว่าหวยใต้ดินเสียอีก

          ผลที่ตามมาก็คือ คนเหล่านี้กลายเป็นคนช่างรอ รอผลดลบันดาล รอโชค หรือรอฟลุก ถ้าหนักเข้าก็อาจกลายเป็นคนน่าหัวอย่างชายข้างล่างนี้

          ขณะที่ชายคนหนึ่งเดินผ่านต้นมะม่วง ลูกมะม่วงก็สุกตกลงมาสองลูก จึงเดินไปเก็บ แต่แทนที่จะปอกเปลือกกินหรือเดินต่อไป กลับยืนแหงนคออยู่ใต้ต้นมะม่วง

          ผู้เฒ่าเห็นชายผู้นั้นยืนอยู่นานสองนาน จึงถามว่า

          "พ่อหนุ่ม กำลังทำอะไรเหรอ"

          "กำลังรอว่าเมื่อไหร่ข้าวเหนียวจะตกลงมาสักที" ชายหนุ่มตอบ

ชีวิตอิสระ

ที่ไหน ๆ ก็ไปมาแล้ว วันนี้ขอพาไปชมบรรยากาศหน้าห้องขังดีกว่า

          หนุ่มสามคนถูกศาลตัดสินลงโทษ ๒๐ ปีเหมือนกัน โดนข้อหาอะไร คนเล่าไม่ได้บอก แต่ก่อนแยกเข้าห้องขังเดี่ยว ผู้คุมอนุญาตให้แต่ละคนเอาของติดตัวไปได้อย่างเดียว คนแรกขอหนังสือ คนที่สองขอพระพุทธรูป ส่วนคนที่สามขอบุหรี่ ๒๐ ลัง

          ๒๐ ปีผ่านไป…เมื่อประตูคุกเปิดออก ชายคนแรกออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บอกกับผู้คุมว่า

          "ผมจะไปเป็นทนายความแล้วครับ ขอบคุณที่ให้ตำรากฎหมายผมไปศึกษาจนทะลุปรุโปร่ง"

          ส่วนคนที่สองก็ก้าวออกจากห้องขังอย่างสำรวม

          "ผมตัดสินใจจะไปบวชพระ ส่วนพระพุทธรูปในห้องขัง ผมขอมอบแก่เรือนจำ"

          ไม่นานคนที่สามก็เดินออกมา สีหน้าบูดบึ้งราวกับไม่ได้ถ่ายมานาน

          "ผู้คุม ขอไม้ขีดไฟด้วย เร็ว ๆ หน่อย"

          ที่จริงก็หน้าเห็นใจมาก ๆ อุตส่าห์ขนบุหรี่ไปถึง ๒๐ ลัง แต่ไม่มีไฟแช็กหรือไม้ขีดไฟเลย สิงห์อมควันที่ไหนเจอแบบนี้ก็แย่ทั้งนั้น แต่ตอนนี้วางความสงสารเอาไว้ข้าง ๆ มาดูว่าเรื่องข้างบนนี้บอกอะไรเราบ้าง

          นิทานเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึง ความแตกต่างของคนสามประเภท ประเภทแรกเป็นคนใฝ่รู้ ประเภทที่สองเป็นคนสนใจศาสนา ส่วนคนประเภทสุดท้ายเป็นคนติดบุหรี่ ทั้งคนใฝ่รู้และสนใจศาสนา ชีวิตไม่ต้องการอะไรมาก ขอเพียงแค่สิ่งของอย่างเดียวชีวิตก็เป็นสุข ส่วนคนสุดท้ายนั้น ชีวิตกลับยุ่งยากมากกว่า จะไปไหนต้องแบกของพะรุงพะรัง ถ้าเกิดเอาของไปไม่ครบก็วุ่นวาย ได้บุหรี่แล้วยังไม่พอ ต้องมีไม้ขีดไฟหรือไฟแช็กอีก ได้ไฟแช็กแล้วแต่ไม่มีแก๊ซก็เกิดเรื่องอีก นี่ดีนะที่อยู่ในคุก หากไปที่อื่นก็อาจต้องการจานรองบุหรี่หรือที่เก็บเถ้าบุหรี่ด้วย

          สองคนแรกนั้น เวลา ๒๐ ปีผ่านไปแบบไม่สูญเปล่า สามารถพัฒนาฝึกฝนตนให้มีอนาคตรุ่งโรจน์ ส่วนคนสุดท้ายจมปลักอยู่กับความหม่นหมองทุกข์ระทม เพียงเพราะขาดไม้ขีดไฟเท่านั้น ชีวิตของคนที่สาม เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่ไร้อิสระทั้งกายและใจ ใจนั้นอยู่ในอำนาจของไม้ขีดไฟแบบเต็มร้อย

          ความจริงนิทานเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนติดบุหรี่เท่านั้น ถ้ามองให้ลึก ๆ ยังเป็นคติสอนใจคนที่ติดวัตถุอีกด้วย ถึงไม่ติดบุหรี่ หากติดวัตถุอื่น เช่น วิดีโอ เครื่องเสียง เครื่องประดับ อาหาร ฯลฯ ก็คงจะทุกข์แบบเดียวกับคนที่สาม เพราะได้รับอนุญาตให้เอาของไปได้ชิ้นเดียว ขณะที่ความสุขจากวัตถุเหล่านั้นต้องการอุปกรณ์หลายอย่าง

          คนที่ติดรสชาติ วัตถุดังกล่าว ไปไหนมาไหนจึงวุ่นวายพอ ๆ กับคนติดบุหรี่ ไปวัดก็ไม่เป็นสุข แม้จะไปเที่ยวเกาะเที่ยวป่า ก็ต้องขนของไปจนพะรุงพะรัง แล้วถ้าเกิดเอาไปไม่ครบ ก็หน้าบูดบึ้งโวยวายตามสูตร ลองสังเกตเวลาไปแคมปิ้ง จะทำราวกับขนบ้านไปทั้งหลังเลย เที่ยวอย่างนี้จะสนุกอย่างไร

          ขนาดไปเที่ยวยังไม่สนุกก็ติดโน่นติดนี่ แล้วชีวิตประจำวันจะอึดอัดแค่ไหน ก็คงนึกออก ชีวิตที่ติดวัตถุจึงเป็นชีวิตที่หนักอึ้งเหมือนแบกหินไว้ตลอดเวลา เพราะวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่จะได้มาฟรี ๆ ต้องขวนขวายแบกหา บางทีหาด้วยเล่ห์ไม่ได้ ก็ต้องเอาด้วยกล ชีวิตก็เลยยอกย้อนซ่อนกลเข้าไปใหญ่

          ถ้าอยากมีชีวิตเบาสบาย เคล็ดลับมีนิดเดียว คือ คลายความหลงใหลติดยึดในวัตถุเสีย ก็ไม่มีเรื่องให้ต้องซิกแซ็กวุ่นวายหรือกังวลใจ

          ครั้งหนึ่ง ขุนนางผู้มั่งคั่งไปหาเพื่อนผู้หนึ่งที่บ้าน เห็นเขากำลังกินถั่วฝักยาวเป็นอาหารเย็นพอดี จึงพูดขึ้นว่า "ถ้าคุณรู้จักประจบสอพลอกษัตริย์เสียบ้าง ก็คงไม่ต้องประทังชีวิตด้วยถั่วฝักยาวหรอก"

          เพื่อนผู้สมถะจึงย้อนว่า "ถ้ารู้จักประทังชีวิตด้วยถั่วฝักยาวละก็ คงไม่ต้องประจบสอพลอกษัตริย์หรอก"

          ถ้าหลงใหลอาหารฮ่องเต้ ชีวิตก็ยุ่งยาก แต่ถ้าเมินอาหารฮ่องเต้ได้ ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ จริงไหม

เด็กโกหก

คุณแม่โกรธจนเหลืออด สอนแล้วสอนเล่า แต่ลูกสาววัยสี่ขวบก็ยังชอบพูดปดอยู่ จึงพูดขู่ว่า "ถ้าลูกขืนพูดโกหกอีก แม่มดจะมาจับลูกไป"

          "ลูกไม่กลัว" ลูกสาวย้อน

          "ทำไมไม่กลัว" คุณแม่ซัก

          "เพราะถ้ามีแม่มดจริง ก็จับแม่ไปก่อนแล้ว"

          ศีลธรรมหรือคุณงามความดีนั้น ไม่อาจสอนด้วยคำพูดได้ ถ้าจะให้ได้ผลต้องแสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เด็กหรือนักเรียนจึงจะซึมซับเข้าไปในจิตใจของเขาได้ ในทางตรงข้าม ถึงแม้จะสอนจนปากเปียกปากแฉะเพียงใด แต่พ่อแม่หรือครูไม่ได้ทำเป็นแบบอย่าง เด็กก็ยากที่จะเป็นอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการได้

          เป็นเพราะเรามักเข้าใจว่าความดีนั้น 'สอน' กันได้เราจึงชอบ 'สอน' แต่ไม่ค่อยที่จะ 'ทำ' หรือ 'เป็น' ให้เขาเห็น จริง ๆ แล้วน่าจะคิดว่าความดีนั้นสอนกันได้จริงหรือจะว่าไป เด็กจะเป็นคนดีได้ มิใช่เพราะ 'ถูกสอน' ดอก หากเป็นเพราะเขา 'เรียนรู้' จากชีวิตจริง หรือจากแบบอย่างต่างหาก

          การศึกษาสมัยนี้ โดยเฉพาะในโรงเรียน ในบ้านเน้นเรื่อง 'การสอน' ของผู้ใหญ่มากว่าที่จะให้ความสำคัญกับ 'การเรียนรู้' ของเด็ก เราไปเน้นกันมากว่าพ่อแม่หรือครูควรจะพูดอย่างไรกับเด็ก หรือจะเอา 'ข้อมูล' ใส่หัวเด็กอย่างไรบ้าง แต่กลับไม่ค่อยสนใจว่าเด็กเรียนรู้อะไรบ้างจากผู้ใหญ่

          เคยสงสัยไหมว่า ทั้ง ๆ ที่สังคมสมัยนี้ไม่ค่อยได้ 'สอน' อะไรให้เด็ก แต่ทำไมเด็กกลับ 'เรียนรู้' อะไรต่ออะไรจากสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเห็นแก่ตัว ความมักง่าย ใฝ่เสพ ฯลฯ นั้นเป็นเพราะเด็ก ๆ เห็นสิ่งเหล่านั้นจากชีวิตจริงในสังคมรอบตัว ความดี (และความชั่ว) ซึมซับเข้าไปในตัวเด็ก (และผู้ใหญ่) ได้ ส่วนใหญ่มิใช่เพราะมีใครมาสอน แต่เป็นผลแห่งการเรียนรู้ของตัวเองจากสิ่งรอบตัวต่างหาก ดังนั้น ถ้าแม่อยากให้ลูกพูดคำสัตย์ แม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างให้ลูกได้เรียนรู้ วิธีนี้ได้ผลกว่าการสั่งสอน เทศนาเป็นไหน ๆ

          ที่จริงหลักการที่ว่านอกจากจะจำเป็นสำหรับพ่อแม่และครูแล้ว ยังใช้ได้กับพระด้วย ถ้าไม่เชื่อก็ดูเรื่องข้างล่างนี้

          ขณะที่บาทหลวงกำลังจะกลับวัด ก็เห็นเด็กสี่ห้าคนกำลังนั่งโต้เถียงกันกลางวงเป็นเหรียญและแบงก์อยู่จำนวนหนึ่ง บาทหลวงจึงเข้าไปถามว่าทำอะไรกัน

          "พวกผมกำลังแข่งขันกันครับว่า ใครจะโกหกเก่งกว่ากัน" เด็กตอบแล้วพูดต่อไปว่า "คนที่โกหกเก่งที่สุดจะได้เงินกองนี้ไป"

          "อะไรกัน พวกเธอริอ่านโกหกกันตั้งแต่เล็กเลยหรือนี่ ตอนพ่อเป็นเด็ก พ่อไม่เคยโกหกเลย"

          "เฮ้ย พวกเรา ยกเงินกองนี้ให้หลวงพ่อก็แล้วกัน" เด็กคนหนึ่งพูดสวนขึ้นมา

          เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ไม่จำเพาะฝรั่งเท่านั้น หลวงพ่อหลวงพี่ก็น่าจะเก็บไปคิดด้วย

ลืมตัว

 
          พระสี่รูปตัดสินใจเข้ากรรมฐานอย่างอุกฤษฏ์ โดยตกลงว่าจะไม่พูดกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน

          วันแรกผ่านไปด้วยดี แต่พอขึ้นวันที่สอง เมื่อได้ยินเสียงผิดสังเกตที่กุฏิ พระรูปหนึ่งก็พูดขึ้นว่า "เอ มีใครเข้าไปในกุฏิผมหรือเปล่า ไม่ได้ล็อกห้องไว้เสียด้วย"

          พระอีกรูปหนึ่งจึงกล่าวขึ้น "ท่านนี่แย่จัง เราตกลงว่าจะไม่พูดกันหนึ่งเดือนไม่ใช่หรือ นี่ผ่านไปไม่ถึงสองวันท่านก็เผลอเสียแล้ว"

          แล้วพระรูปที่สามก็พูดขึ้นว่า "ท่านเองก็เผลอพูดกับเขาด้วยเหมือนกัน"

          แล้วพระรูปที่สี่ก็โพล่งขึ้นมาว่า "พวกท่านไม่ได้เรื่องสักคน ดูสิ มีผมคนเดียวที่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย"

          คนเราเมื่อเพ่งโทษคนอื่นแล้ว ก็มักจะลืมมองตัวเอง ครั้นตัวเองเผลอแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นความผิดพลาดของตัวเองเสียอีก กลับเห็นข้อบกพร่องของคนอื่นเต็มสองตา

          ลำพังอายตนะทั้งห้า ก็คอยพาจิตจดจ่อแต่เรื่องนอกตัวอยู่แล้ว ยิ่งถ้าจิตของเราคอยส่งออกนอกซ้ำเข้าไปอีก เราก็ยิ่งมองไม่เห็นตัวเองเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะเวลาเกิดหงุดหงิดขัดเคืองใจ จิตมีแต่คอยหาเป้าสำหรับพุ่งโทสะเข้าใส่ เพราะฉะนั้น เวลาไม่พอใจอะไรจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษ หาไม่แล้วเราอาจเหมือนกับคนในนิทานข้างล่างนี้

          ชายคนหนึ่งเห็นชานอ้อยที่มีคนถ่มทิ้งไว้เรี่ยราดอยู่บนถนนจึงหยิบมาเคี้ยว แน่นอนว่าย่อมไม่มีรสชาติอะไร มีแต่ความจืดสนิท จึงโวยวายด้วยความโกรธเคืองว่า

          "ใครวะ ตะกละตะกลามเสียจริง เล่นดูดน้ำตาลจนเกลี้ยงหมด" เพียงแต่ย้อนดูตัวสักนิด ก็จะรู้ว่าใครกันแน่ที่ตะกละ

          นิทานทั้งสองเรื่องบอกเราว่า ก่อนจะตำหนิติเตียนหรือด่าว่าใคร เหลียวมาดูตัวเองเสียก่อน เพราะอาจเป็นอย่างคนที่เรากำลังจะพ่นพิษใส่ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือ "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"